วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2552

กี่แคลอรีจึงจะพอ

เมื่อเห็นฉลากอาหารบอกว่าทั้งกล่องให้ 400 แคลอรี คุณคิดว่ามากหรือน้อย กินแล้วจะอ้วนไหม ฉลากที่กล่องหรือกระป๋องหรือซองบรรจุอาหาร จะบอกข้อมูลทางโภชนาการให้ผู้บริโภคพิจารณาดูว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ ซื้อมาแล้วจะกินได้มากน้อยเพียงไร สิ่งที่อาหารทุกชิ้นให้ข้อมูล คือพลังงาน

แคลอรี่เป็นหน่วยวัดพลังงาน หนึ่งแคลอรี่คือปริมาณความร้อน ที่ทำให้น้ำหนึ่งกรัมร้อนหนึ่งองศาเซลเซียส สำหรับพลังงานที่ใช้ในร่างกาย และพลังงานที่ได้รับจากอาหารเป็นแคลอรีใหญ่ หรือกิโลแคลอรี หนึ่งกิโลแคลอรี คือความร้อนที่ทำให้น้ำหนึ่งกิโลกรัมร้อนขึ้นหนึ่งองศาเซลเซียส

ร่างกายของเราต้องการพลังงาน เพื่อให้อวัยวะภายในทำงาน แม้จะนอนนิ่งอยู่เฉยๆก็ต้องใช้พลังงาน หัวใจจึงจะเต้น มีการหายใจและการทำงานของเซลล์ต่างๆ เมื่อนอนนิ่งๆ ไม่มีการย่อยอาหาร จิตใจสงบ ไม่กระวนกระวาย ร่างกายต้องการพลังงานวันละ 25 กิโลแคลอรี ต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม คนทั่วไปที่น้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัม จะต้องการพลังงานขั้นต่ำสุดนี้ ประมาณวันละ 1,250 กิโลแคลอรี ส่วนมากเราจะต้องกินอาหาร ทำกิจกรรมต่างๆ มีนั่งบ้าง เดินบ้าง ขึ้นบันได คนทั่วไปจึงต้องการพลังงานวันละประมาณ 2,000 กิโลแคลอรี

ถ้ากินอาหารเกินความต้องการ ร่างกายจะสะสมไว้เป็นไขมัน กินอาหารที่ให้พลังงานเกินกว่าที่ร่างกายใช้ไปวันละเล็กวันละน้อย น้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้นทีละน้อย พลังงานที่เกินไป 7,700 กิโลแคลอรี จะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 1 กิโลกรัม หรือกินน้อยเกินกว่าที่ใช้ไป 7,700 กิโลแคลอรี น้ำหนักตัวจะลดลง 1 กิโลกรัม

ถ้ากินอาหารมื้อละ 400 กิโลแคลอรี วันละสามมื้อ จะได้รับพลังงานวันละ 1,200 กิโลแคลอรี อาจกินผลไม้และดื่มนมขาดมันเนย เพิ่มพลังงานอีกหนึ่งร้อยแคลอรี รวมเป็นพลังงานจากอาหารวันละ 1,300 กิโลแคลอรี น้อยกว่าอาหารปกติวันละ 700 กิโลแคลอรี เป็นอาหารลดน้ำหนัก ถ้าอาหารนี้มีทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามินและเกลือแร่ เป็นอาหารสมดุล ควรจะลดน้ำหนักได้หนึ่งกิโลกรัมในเวลา 11 วัน นับเป็นการลดน้ำหนักที่ดี ไม่เร็วจนเกินไป

คนที่ต้องการควบคุมน้ำหนักตัว สามารถควบคุมตนเอง ไม่ต้องกินอาหารพิเศษ ไม่ต้องให้ใครช่วยดูแล เพียงกินอาหารลดไขมันและน้ำตาล สามารถลดน้ำหนักตัวได้ 3 กิโลกรัม ในเวลาหนึ่งเดือน สารอาหารที่ให้พลังงาน คือไขมัน คาร์โบไฮเดรต และโปรตีน ไขมัน 1 กรัม ให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี คาร์โบไฮเดรตและโปรตีน 1 กรัม ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี ที่ทำให้คนส่วนมากอ้วน คือไขมัน เพราะไขมันให้พลังงานสูง และเมื่ออยู่ในอาหารเป็นไขมันล้วนๆ ส่วนคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนมักจะมีน้ำผสมอยู่ด้วย เช่น เวลาหุงข้าว เราต้องใส่น้ำลงไปมากกว่าข้าว กินข้าวจึงได้ทั้งแป้งและน้ำพร้อมๆกัน

คนที่ต้องการควบคุมน้ำหนักตัว ต้องติดตามแคลอรี่อย่างใกล้ชิด น้ำหนักตัวจะเพิ่มหรือลด ขึ้นอยู่กับพลังงานที่ได้รับและพลังงานที่ใช้ไป ถ้าอยากกินมาก ต้องใช้แรงมาก วิธีตรวจสอบง่ายๆว่ากินอาหารพอดีหรือไม่ คือกินอาหารตามปกติทุกวัน และทำกิจกรรมตามปกติเป็นระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ ถ้าน้ำหนักตัวคงที่ แปลว่าเท่าที่กินนั้นพอดีสำหรับน้ำหนักตัว ถ้าน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น แปลว่ากินอาหารให้พลังงานมากเกินไป ถ้าน้ำหนักตัวลดลง แปลว่าพลังงานจากอาหารน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการ

การปรับอาหารเพื่อเพิ่มหรือลดแคลอรี ทำง่ายที่สุดโดยเพิ่มหรือลดเครื่องดื่มที่ให้พลังงานน้ำอัดลมหนึ่งถ้วย ประมาณ 250 มิลลิลิตร ให้พลังงานประมาณ 100 กิโลแคลอรี พลังงานทั้งหมดมาจากน้ำตาล วันหนึ่งลดเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลมแก้วเดียว เปลี่ยนเป็นน้ำเปล่า จะลดพลังงานจากอาหารได้ 100 กิโลแคลอรี เจ็ดสิบเจ็ดวัน ประมาณสองเดือนครึ่งจะลดน้ำหนักได้หนึ่งกิโลกรัม ลดช้าๆแต่แน่นอน ไม่เกิดอันตรายต่อร่างกาย ไม่ทำให้หิวโหยจนทนไม่ได้ สุขภาพจะดีขึ้น

แม้แต่เปลี่ยนน้ำหวานเป็นนมขาดมันเนย จะได้รับแคลเซียมและโปรตีนเพิ่มขึ้น โดยที่พลังงานน้อยลง ถ้าอ่านฉลากข้างกล่องนม จะเห็นชัดว่านมพร่องมันเนยให้พลังงานน้อยกว่านมเต็มรูปเกือบครึ่ง ไขมันที่พร่องไปเป็นไขมันที่เป็นอันตรายต่อหัวใจ การดื่มนมพร่องมันเนยหรือขาดมันเนย จึงดีต่อสุขภาพ

เมื่อเลือกซื้ออาหาร สิ่งแรกที่เราต้องการคือความอร่อย ถึงจะมีประโยชน์มาก แต่ถ้าไม่อร่อย คงไม่มีคนซื้อ หลายคนยอมกินยาแทนที่จะเลือกอาหารมีประโยชน์ เพราะกลืนยาเม็ดนิดเดียว ง่ายกว่ากินอาหารไม่อร่อยทั้งมื้อ ตราบใดที่สังคมยังเห็นว่ารูปร่างดีคือผอม เราต่างพยายามผอมโดยมีสุขภาพดี นอกจากความอร่อย เรายังต้องการอาหารที่สะอาด มีประโยชน์ ให้สารอาหารต่างๆมากโดยที่ไม่มีน้ำตาลและไขมันมากเกินไป

การมีสุขภาพดีจากอาหาร ควรจะได้อาหารมื้อละประมาณ 600 กิโลแคลอรี ควรจะเป็นคาร์โบไฮเดรต 300 กิโลแคลอรี คิดเป็นน้ำหนักได้ 75 กรัม ควรจะเป็นโปรตีน 90 กิโลแคลอรี คิดเป็นน้ำหนักได้ 22 กรัม ควรจะเป็นไขมัน 210 กิโลแคลอรี คิดเป็นน้ำหนักได้ไขมันหรือน้ำมัน 23 กรัม นั่นคือได้รับครึ่งหนึ่งของอาหารเป็นคาร์โบไฮเดรต โปรตีนร้อยละ 10 ถึง 15 ไขมันร้อยละ 35

ฉลากอาหารมักจะมีข้อมูลทางโภชนาการ บอกทั้งปริมาณและร้อยละของปริมาณที่ควรได้รับในหนึ่งวัน สำหรับอาหารทั้งมื้อ ควรไม่เกิน 600 กิโลแคลอรี เผื่อเหลือให้เลือกผลไม้เพิ่มเป็นขนม ดื่มนมเป็นเครื่องดื่ม นอกจากกินดีแล้ว ยังต้องออกกำลังกายด้วย จึงจะมีรูปร่างดีและแข็งแรง

เคล็ดเล็กๆเกี่ยวกับการทำอาหาร

++ต้มไข่ไม่ให้เปลือกแตกร้าว
โดยเฉพาะเมื่อต้องการต้มไข่คราวละมากๆ เช่น ต้มไข่ทำไข่พะโล้ หรือใช้รับประทานกับขนมจีนน้ำยา ไข่อาจกระทบกันจนเปลือกแตกร้าวก่อนสุกได้ง่าย แนะนำให้ใช้ไข่ที่เปลือกไม่มีรอยร้าว เปลือกสะอาด ใส่น้ำให้ท่วมไข่ทั้งหมดและให้ใช้น้ำเย็นตั้งแต่เริ่มต้น

วิธีง่ายๆเพื่อป้องกันไข่แตกร้าวคือ
1. ใส่น้ำมะนาวลงในน้ำที่ต้มสักเล็กน้อย น้ำมะนาวจะช่วยป้องกันไม่ให้ไข่ไหลออกจากเปลือก
2. ใส่เกลือในน้ำที่ต้มประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ เกลือจะช่วยป้องกันไม่ให้ไข่ไหลออกมาตามรอยแตก

++ต้มไข่ให้ไข่แดงเป็นยางมะตูม
การจะต้มไข่ให้เป็นไข่ต้มสุกแข็งทั้งฟองหรือมีไข่แดงเป็นยางมะตูม ขึ้นอยู่กับเวลาที่ใช้ต้ม ถ้าต้องการให้ไข่แดงเป็นยางมะตูม ให้ใส่ไข่ในน้ำเย็น นำไปตั้งไฟจนเดือด จับเวลาตั้งแต่เริ่มประมาณ 10 นาที แล้วตักขึ้นแช่ในน้ำเย็น

++ทอดไข่ดาวให้น่ารับประทาน
ใส่น้ำมันในกระทะก้นลึกพอประมาณ ตั้งไฟจนน้ำมันร้อนแต่ไม่ร้อนจัด ต่อยไข่ใส่ถ้วยก่อนใส่ในกระทะ แล้วรีบตะแคงกระทะให้ไข่จมในน้ำมัน ใช้ตะหลิวหรือช้อนตักไข่ขาวขึ้นปิดไข่แดง ทอดพอเหลืองแล้วตักขึ้น จะได้ไข่ดาวที่กรอบเหลืองและไข่แดงเป็นยางมะตูม

++ทอดไข่ดาวให้สวย
นอกจากทอดไข่ดาวโดยใช้น้ำมันแล้ว ยังสามารถทอดไข่โดยใช้น้ำได้ด้วย ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมไขมันหรือน้ำหนัก เคล็ดลับง่ายๆคือ ให้ใส่น้ำส้มสายชูลงในน้ำที่ทอดสัก 1-2 หยด เพื่อให้ไข่จับตัวกันเร็วขึ้น ไข่ดาวน้ำที่ได้จะนุ่มสวยน่ารับประทาน

วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2552

การใช้น้ำมันพืช

ส่วนไหนของข้าวที่นำมาทำน้ำมัน
เมล็ดข้าวครบเมล็ด (Whole Rice) หรือข้าวเปลือก ประกอบด้วย ส่วนที่เป็นเปลือกข้าว (Hull) ประมาณร้อยละ 20 ของน้ำหนัก ส่วนเยื่อสีน้ำตาลอ่อนที่หุ้มด้านในติดเมล็ดข้าว เรียกรำข้าว (Rice Bran) ประมาณร้อยละ 10 ของน้ำหนัก และเป็นเมล็ดข้าวขาวปริมาณร้อยละ 70 ของน้ำหนัก รำข้าวเป็นผลผลิตพลอยได้จากการสีข้าว ซึ่งจะได้ประมาณร้อยละ 8 - 10 ของน้ำหนักข้าวเปลือก ขึ้นอยู่กับการขัดสีมากหรือน้อย ปัจจุบันข้าวไม่ขัดสี (ข้าวกล้อง) มีผู้นิยมบริโภคในประเทศมากขึ้น แต่ปริมาณข้าวขัดสีก็ยังมีปริมาณความต้องการมากกว่าเพราะเป็นผลผลิตส่งออกและนำไปทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ขนมปังกรอบ ก๋วยเตี๋ยวเส้นหมี่ และแป้งข้าวเจ้า เป็นต้น ถึงแม้ปริมาณรำข้าวที่ได้จากการขัดสีต่อน้ำหนักของข้าวเปลือกมีไม่มากนัก แต่เมื่อคำนวณจากข้าวที่ผลิตได้ของทั้งประเทศก็ได้ปริมาณรำข้าวมากเป็นจำนวนนับล้านตันทีเดียว

วิธีเลือกน้ำมันพืชเพื่อสุขภาพ
ในชีวิตประจำวัน เราคุ้นเคยกับการใช้หรือบริโภคน้ำมันพืชเพื่อประกอบอาหารอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการทอด การผัด หรือแม้กระทั่งการทำขนมต่างๆ แต่สิ่งสำคัญที่คุณต้องคำนึงถึงก็คือ กรดไขมันที่มีอยู่ในน้ำมันพืชแต่ละชนิดซึ่งมีสัดส่วนที่แตกต่างกัน กรดไขมันบางชนิดเป็นกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายไม่สามารถสร้างได้ แต่บางชนิดมีส่วนทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพได้เช่นกัน ดังนั้น จึงควรรู้วิธีการเลือกน้ำมันพืชที่ดีให้กับทุกคนในครอบครัว เพราะสิ่งที่น่าสนใจก็คือมีน้ำมันพืชบางชนิดช่วยเสริมสร้างสุขภาพ โดยสามารถช่วยลดโคเลสเตอรอลอันเป็นสาเหตุของโรคหัวใจและหลอดเลือด เพิ่มวิตามินให้กับร่างกาย และลดการเกิดอนุมูลอิสระซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง

วิธีการเลือกน้ำมันพืชให้ดีกับสุขภาพนั้นมีจุดสำคัญที่ควรจะสังเกต 2 ประการ คือประเภทของกรดไขมัน ในน้ำมันพืชทุกชนิดจะมีกรดไขมันอยู่ 3 ประเภท คือ กรดไขมันอิ่มตัว กรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง และกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว หรือ MUFA (Monounsaturated Fatty Acid) เป็นกรดไขมันที่ช่วยลดโคเลสเตอรอลที่ไม่ดี หรือ LDL-C (Low Density Lipoprotein Cholesterol) โดยไม่ลดโคเลสเตอรอลที่ดี หรือ HDL-C (High Density Lipoprotein Cholesterol) น้ำมันพืชที่บริโภคโดยทั่วไปที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียวสูงสุด ได้แก่ น้ำมันมะกอก รองลงมาคือน้ำมันคาโมลา และน้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอกและน้ำมันคาโมลา เป็นที่นิยมในสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา ในขณะที่น้ำมันรำข้าวเป็นที่นิยมในญี่ปุ่น และปัจจุบันยังเริ่มเป็นที่นิยมในสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

เรื่องของกรดไขมันสำคัญมิใช่น้อย
ปัจจุบันมีการแนะนำให้กินอาหารที่มีสัดส่วนของกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (MUFA) สูงกว่ากรดไขมันอิ่มตัว (SFA) และกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (PUFA) เนื่องจาก MUFA นอกจากจะลดโคเลสเตอรอลในไลโปโปรตีนที่มีความหนาแน่นต่ำ LDL-C ซึ่งเป็นโคเลสเตอรอลไม่ดี ที่มีส่วนทำให้เกิดการอุดตันในผนังหลอดเลือดแดงแล้ว ยังเพิ่มหรือคงระดับคอเสลเตอรอลในไลโปโปรตีนที่มีความหนาแน่นสูง HDL-C ซึ่งเป็นโคเลสเตอรอลที่ดี ที่ช่วยพา Cholesterol ในเซลล์และกระแสเลือดไปเผาผลาญ คำแนะนำนี้ต่างจากในอดีตซึ่งแนะนำให้บริโภคน้ำมันที่มี PUFA สูง เช่น น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง เพราะในขณะนั้นพบว่า PUFA ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอล ต่อมามีการศึกษาและได้ข้อมูลเพิ่มเติมกลับพบว่า PUFA มีส่วนเพิ่มอัตราการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของ LDL-C ได้มากกว่า MUFA ซึ่งการเกิดปฏิกิริยานี้มากจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

การเลือกน้ำมันปรุงอาหาร
การเลือกใช้น้ำมันพืช เราควรใช้น้ำมันใหม่ในการปรุงอาหาร เพื่อป้องกันสารก่อมะเร็งและโรคหัวใจและหลอดเลือด ที่สำคัญควรเลือกน้ำมันจากองค์ประกอบของกรดไขมัน ปัจจุบันองค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้บริโภคไขมันไม่เกินร้อยละ 30 ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน และควรมีสัดส่วนของกรดไขมันอิ่มตัว (SFA) : กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (MUFA) : กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (PUFA) เท่ากับ น้อยกว่า 10 : 10 – 15 : น้อยกว่า 10 หรือพูดง่ายๆ คือแนะนำให้บริโภคน้ำมันที่มี MUFA สูง และเลี่ยงน้ำมันที่มี SFA และ PUFA สูงน้ำมันพืชSFA MUFA PUFAคำแนะนำของ WHO* <28.6 28.6 – 42.8 <28.6น้ำมันมะกอก14 77 9น้ำมันรำข้าว18 45 37น้ำมันข้าวโพด13 20 62น้ำมันถั่วเหลือง16 24 60น้ำมันทานตะวัน 12 21 67น้ำมันปาล์ม50 39 10*แปลงจากคำแนะนำของ WHO (<10 : 10 - 15 : <10) เป็นร้อยละของกรดไขมันทั้งหมด

ดื่มชาอย่างไรให้เท่

หลายคนคงรู้อยู่แล้วว่าชาเป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์มากมายต่อร่างกาย แต่น้อยคนจะรู้ว่าควรดื่มชาอย่างไรจึงจะได้รับประโยชน์เหล่านั้นอย่างเต็มที่ คุณกฤษณา เรืองศรี ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ Divana นักดื่มชาที่ค้นคว้าหาความรู้ในเรื่องนี้มายาวนาน จะมาช่วยแนะนำ 10 เคล็ดลับสำหรับการดื่มชาอย่างถูกวิธี

1. ชาบรรจุขวดที่ขายตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป จะต้องผ่านกระบวนการผลิตหลายขั้นตอน ซึ่งส่งผลให้คุณค่าที่ร่างกายควรจะได้รับจากชาลดน้อยลงไปด้วย ดังนั้น ควรจะชงชาดื่มเอง
2. หลีกเลี่ยงน้ำก๊อก มองหาน้ำแร่ เพราะคลอรีนในน้ำประปาอาจมีผลต่อชา ทางที่ดีหาน้ำแร่มาต้มจะดีกว่า 3. คนส่วนใหญ่มักจุ่มชาเพียง 50 วินาทีแล้วดื่ม แต่การดื่มชาอย่างถูกต้องนั้นควรแช่ซองชาในน้ำอุ่นประมาณ 3-5 นาทีก่อน แล้วค่อยยกขึ้นจิบ นี่เป็นเวลาที่เหมาะสมที่จะช่วยให้เราดื่มด่ำรสชาติและได้คุณค่าจากชาแก้วนั้นอย่างเต็มที่
4. หากดื่มชาจนหมดแก้วแล้ว อย่าลืมเปลี่ยนชาถุงใหม่ น้ำที่ต้มสุกแล้วก็เช่นกัน หากเหลือก็ไม่ควรนำมาต้มซ้ำเป็นครั้งที่สอง เพราะน้ำที่ผ่านการต้มจนเดือดจะสูญเสียคุณค่าไปเรียบร้อยแล้ว
5. ไม่ควรดื่มชาเกิน 3 ถ้วยต่อวัน หากมากกว่านี้จะทำให้ไตของคุณต้องทำงานหนัก
6. ดื่มชาบ่อยๆ แล้วควรแปรงฟันบ่อยๆ ด้วยเช่นกัน นอกจากมันจะทำให้เกิดคราบบนฟันแล้ว ชาอาจเป็นสาเหตุของกลิ่นปากได้อีกด้วย
7. หลายคนอาจสงสัยว่าการเติมนมลงในชา จะทำให้คุณค่าของนมสูญเสียไปหรือเปล่า แม้จะยังไม่มีผลการวิจัยยืนยันแน่ชัด แต่นมจะช่วยเพิ่มแคลเซียมให้กับร่างกายของคุณได้แน่ๆ
8. ผลวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดบอกว่า ชาเขียวคือชาที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด
9. หากคิดจะดื่มชา ควรเริ่มด้วยการดื่มชาขาว เพราะดื่มง่าย ไม่มีกลิ่นฉุน และรสชาติไม่เข้มข้นจนเกินไป 10. ถ้าเบื่อชาร้อนแล้วละก็ ลองนำชาขาวเข้าตู้เย็นใส่สเปียร์มินต์ โรสแมรี่หรือใบสะระแหน่ลงไปสักหน่อย คุณก็จะได้ชาเย็นๆ ที่ดื่มแล้วสดชื่นเพิ่มขึ้นอีกแก้ว
D.I.Y. ชาที่เหมาะกับผู้ชายคือชาเขียว แต่ถ้าวันหนึ่งคุณไปเดทกับหญิงสาวในร้านชา และบังเอิญว่าเธอไม่รู้จะสั่งชาอะไรดี ลองแนะให้เธอสั่งชาขาวสิครับ เพราะชาขาวเป็นชาที่เหมาะกับหญิงสาวที่สุด

D.I.Y. ประโยชน์หนึ่งของชาเขียวคือช่วยป้องกันมะเร็งจากแสงแดด ดังนั้นหากนำชาเขียวมาขัดผิวก็จะช่วยให้คุณไม่ต้องปวดหัวกับการสรรหาครีมกันแดดมาทาผิว แต่ไม่ใช่ว่าจะเอาชาเขียวมาปั่นแล้วนำมาขัดผิวเลยนะครับ ควรจะดับกลิ่นฉุนของชาเขียวด้วยการผสมน้ำผึ้งในอัตราส่วนหนึ่งต่อหนึ่งเสียก่อน

วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

วิธีดองผักและผลไม้

การดองเป็นการถนอมอาหาร เพื่อเก็บไว้ทานได้นาน ๆ วันนี้เกร็ดความรู้มีวิธีดองผักและผลไม้มาฝากกัน...โดยปกติแล้วการดองจะแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ การดองเปรี้ยวและการดองเค็ม

การดองเปรี้ยวนั้นทำได้ 2 วิธี คือ
1. แช่ชิ้นอาหารลงในน้ำเกลือที่มีความเข้มข้นประมาณ 5-8% (เกลือ 5 กรัม/ น้ำ 95 กรัม) จากนั้นแช่พักไว้ประมาณ 5 วัน ของดองก็จะเกิดกรดแล็กติกที่มีรสเปรี้ยว แต่ทานได้ไม่มีอันตรายจากเชื้อจุลินทรีย์
2. คือการดองโดยใช้น้ำส้มสายชูเป็นตัวแต่งรส จะทำให้ของดองมีกลิ่นหอมขึ้น
ส่วนการดองเค็ม เช่น การทำน้ำปลา หรือไข่เค็ม ต้องใช้น้ำเกลือที่มีความเข้มข้นประมาณ 20% และแช่อาหารทิ้งไว้ 10-15 วัน โดยโรยเกลือสลับอาหารเป็นชั้นบาง ๆ
การดองเปรี้ยวยังปรุงแต่งเพื่อให้มีรสกลมกล่อม และนำมาทานเพื่อเรียกน้ำย่อยทันที โดยมีส่วนผสมของเกลือ น้ำส้มสายชู น้ำตาล ทราย และเครื่องเทศ รวมทั้งพริกต่าง ๆ เพื่อให้มีรสเผ็ดเข้มจัดขึ้นได้อีกด้วย การดองแบบนี้ส่วนมากจะนิยมใช้ผักและผลไม้มาดองเท่านั้น

วิธีทำ
- เลือกผักหรือผลไม้ตามชอบ ประมาณ 500 กรัม นำมาล้างทำความสะอาด ตัดแต่งให้สวยงามตามต้องการ พักให้สะเด็ดน้ำ นำมาใส่ลงในขวดที่แห้งและสะอาด ที่สำคัญได้ต้มฆ่าเชื้อแล้ว อาจใส่เครื่องเทศและพริกสดเพื่อแต่งกลิ่นและรสตามชอบ - จากนั้นนำน้ำตาลทราย 5 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 2 ช้อนโต๊ะ น้ำสมสายชู 1 ถ้วย มาเคี่ยวจนข้นเข้ากันดี แล้วพักให้เย็นลง - นำมาเทใส่ลงในขวดผักที่เตรียมไว้ กดให้น้ำท่วมผัก ปิดฝาให้แน่น พักไว้ 3-5 วัน
หากชิ้นผัก หรือผลไม้นั้นมีน้ำมาก เช่นดอกกะหล่ำ หัวผักกาด หรือกะหล่ำปลี เป็นต้น ให้นำมาคลุกเคล้ากับเกลือให้ทั่วเสียก่อนแล้วพักไว้ เพื่อให้เกลือเป็นตัวช่วยดึงน้ำออกจากผักกลายเป็นน้ำเกลือ
รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าอยากทานของดองก็ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้.

เคล็ดลับการต้มเส้นชนิดต่าง ๆ ให้น่าทาน

ใครที่ชอบทานอาหารชนิดเส้น แล้วยังไม่ทราบเคล็ดลับต้มเส้นให้อร่อย วันนี้เกร็ดความรู้มีเคล็ดลับมาฝากกัน...

สปาเก็ตตี้ Spaghetti
เส้นพาสต้ามักต้องใช้น้ำมากกว่าปกติเวลาต้ม สำหรับพาสต้า 100 กรัม ต้องใช้น้ำประมาณ 1 ลิตร ให้ต้มน้ำจนเดือดพล่าน จากนั้นใส่เส้นสปาเก็ตตี้ลงไป เติมเกลือเล็กน้อย คนทันทีและต้มต่อประมาณ 10 นาที เส้นก็จะสุก ๆ ดิบ ๆ กำลังดี

วุ้นเส้น Bee Hoon
มีสองวิธีในการปรุงวุ้นเส้น คือ หากต้องการนำเส้นไปผัด ก็ให้แช่ในน้ำเย็นธรรมดาประมาณ 3 นาที จึงตักขึ้นและนำไปผัดได้ตามปกติ หรือถ้าทำเป็นแกงก็ให้นำน้ำซุปกับเครื่องปรุงทั้งหมดลงต้มจนเดือดแล้วเติมวุ้นเส้นลงไปต้มต่อประมาณ 3 นาที

หมี่สั้ว Mee Sua
เส้นหมี่แบบนี้จะสุกเร็วกว่า ต้มน้ำให้เดือดพล่านใส่เส้นหมี่สั้วลงไปและคนเบา ๆ 2 นาที ตักขึ้นทันที จากนั้นเติมน้ำซุปและเครื่องปรุงลงไปบนจานได้ตามต้องการ

โซบะ Soba
เส้นโซบะมักต้มในน้ำเดือดประมาณ 6 นาที จึงตักขึ้นอีกครั้ง เสิร์ฟเย็น ๆ หรือใส่ซุปร้อนก็ได้

บะหมี่ไข่ Egg Noodle
ต้มในน้ำเดือดประมาณ 2 นาทีครึ่ง หรือสังเกตดูว่าเส้นเริ่มใสและ "กัด" ได้แล้ว จากนั้นจึงตักขึ้นแช่ในน้ำเย็น เพื่อให้เส้นมีความนุ่มและยืดหยุ่นตัวได้ดี นำไปปรุงอาหารหรือผัดได้ตามชอบ

ถ้าอยากทานเส้นอร่อย ๆ ก็ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้.

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

สารพัดประโยชน์น้ำส้มสายชู

น้ำส้มสายชู เป็นสารประกอบของกรดน้ำส้มกับน้ำ ได้จากการหมักน้ำผลไม้จนเกิดแอลกอฮอล์ ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ หมักแล้วถ้าอยากได้น้ำส้มใช้เร็วๆ ก็หมั่นคนบ่อยๆ ให้ออกซิเจนลงไปทำการเปลี่ยนแปลงทางเคมีไม่ขาดตอน

ประโยชน์ของน้ำส้มสายชู ส่วนใหญ่เน้นเรื่องการดูแล ป้องกันรักษาสุขภาพและโรคภัย เช่น ใช้น้ำส้มสายชูผสมต้นโทงเทงสด หรือผักคราดหัวแหวนสดๆ คั้นเอกน้ำชุบสำลีอมไว้ข้างแก้มค่อยๆ กลืนทีละนิด แก้ฝีในคอ หรือต่อมทอนซิลอักเสบได้ชะงักนักแล
ยามไปเที่ยวทะเล ขอให้พกพาน้ำส้มสายชูไปด้วยทุกครั้ง หากเคราะห์หามยามร้าย เจอแมงกะพรุนไฟเข้าก็อย่าตกใจ ราดน้ำส้มตรงบริเวณถูกแมงกะพรุนทันที จะช่วยบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนได้ทันใจผิวที่เจอแดดจัดๆ จนเป็นรอยเกรียม ลูบด้วยน้ำส้มสายชู ผิวที่ไหม้จะไม่พองให้คุณปวดแสบทรมานได้อีก
ด้านการถนอมอาหาร สมัยก่อนมีการดองเปรี้ยวผักต่างๆ ด้วยน้ำส้มไว้บริโภคนานๆ เช่น ต้นหอม ผักเสี้ยน กระเทียม ขิง
ในแง่ของการขจัดรอยเปื้อน น้ำส้มสายชูก็เป็นมือโปรสำหรับแม่บ้านได้ยอดเยี่ยม เลือกใช้ได้ตามอาการต่อไปนี้
» รองเท้าหนัง รองเท้ายาง หรือสารสังเคราะห์ใดๆ ก็ตาม หากเปื้อนน้ำมันให้เช็ดด้วยน้ำส้มสายชูแล้วจะหมดรอย
» กระจกบานเกล็ดสกปรก ล้างด้วยน้ำส้มสายชูผสมน้ำสะอาดรับรองเงางาม สะอาดใสแจ๋ว
» หม้ออะลูมิเนียมเป็นคราบดำ น้ำส้มสายชุละลายขี้เถ้าใต้เตาถ่าน ขัดถูก็สะอาดเอี่ยมในพริบตา
» ภาชนะทองแดง ทองเหลือง ขัดด้วยน้ำส้มผสมเกลือในอัตราส่วนเท่ากัน ผ้านุ่มๆ จุ่มพอหมาดเช็ดถูแล้วจะแวววาวขึ้น
» ของใช้พลาสติก ตลอดจนภาชนะอื่นๆ ในครัวเปื้อนไขมันมากจนเป็นรอยดำ ให้แช่ในน้ำอุ่นผสมน้ำส้มสายชู รอยเปื้อนจะหายไปพร้อมกับกลิ่นอาหาร
»ปัญหาของเตาอบ ถาดอบเครื่องครัวสแตนเลส และพื้อนครัวเป็นคราบสกปรกล้างยาก ใช้น้ำส้มเช็ดถู คราบฝังแน่นกับเศษอาหารตามพื้นจะหลุดง่าย ไม่เปลืองแรงขัด
» เฟอร์นิเจอร์ ฝาผนังบ้านต่างดำ มีคราบนิ้วมือของสมาชิกตัวเล็กผ้านุ่มๆ ชุบน้ำส้มสายชูร้อนๆ เช็ดปุ๊บหายปั๊บ
» อ่างล้างมือ อ่างอาบน้ำ ราวโครเมียมสกปรก เป็นสนิม น้ำส้มสายชูกับน้ำสบู่ เช็ดถู ทุกอย่างเงางามสะอาดตา
» รอยเปื้อนสุดท้ายที่มักสร้างความอับอายให้ก็คือ เสื้อผ้าบริเวณรักแร้เป็นคราบเหลืองนั้น น้ำส้มสายชูทาตรงรอยเปื้อนให้ชุ่ม หากได้แช่เสื้อผ้าในน้ำส้มสายชุสักครู่ก่อนซักตามปกติ กลิ่นเปรี้ยวและเหม็นอับจากเหงื่อจะหายพร้อมรอยเปื้อน
น้ำส้มสายชูยังมีคุณสมบัติ ขจัดกลิ่น ได้ไร้เทียมทาน กลิ่นอาหาร กลิ่นผลไม้แรงๆ อย่างทุเรียนที่ติดตามภาชนะพลาสติกนั้น ให้เช็ดด้วยน้ำส้มสายชูตามด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง
» ท่อระบายน้ำภายในอาคารบ้านเรือนที่มักสกปรกเร็ว ตามด้วยกลิ่นเหม็นรุนแรง รบกวนความสุข ให้เทผงฟูลงท่อน้ำร่องไปก่อน 1 กำมือ สักครู่ตามด้วยน้ำส้มสายชูอีก 1 ถ้วย ทิ้งไว้สักพัก ลองเปิดน้ำระบายดุอีกที
» เนื้อสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะเนื้อวัว เนื้อควาย ถ้าแช่น้ำเกลือผสมน้ำส้มสายชูก่อนเก็บเข้าตู้เย็น กลิ่นคาวจะไม่ออกมารบกวนอาหารอื่นๆ ด้วย
การแก้ปัญหาภายในบ้าน
» ฝักบัวในห้องน้ำเกิดอุดตันใช้ไม่สะดวก น้ำที่ไหลกะปริบกะปรอย ลองถอดชิ้นส่วนออกมาแช่น้ำส้มสายชูปัดเศษฝุ่นด้วยแปรง แทงตามรูด้วยเข็มหมุด ล้างให้สะอาด ประกอบเข้าที่เดิม คราวนี้ฝักบัวไหลฉลุยแน่นอน
» ขวด แจกัน คนโทที่ปากแคบคอดเล็ก ทำความสะอาดยาก กรอกน้ำส้มสายชุ ผสมเปลือกไข่ทุบพอละเอียด แช่ไว้ แล้วเขย่าๆ เศษคราวสกปรกจะหลุดโดยง่าย
» หม้อและกาต้มน้ำชา กาแฟทั้งหลาย ใช้ไปนานๆมักมีตะกรัรนหินปูนจับหนา น้ำส้มสายชูผสมน้ำอย่างละถ้วย เทลงในภาชนะ ต้มให้เดือด แล้วทิ้งให้เย็นค้างไว้ 1 คืน ตะกอนทั้งหลายจะหลุดเป็นกระบิทีเดียว
ท่านสุภาพสตรีที่มีปัญหาม้วนผม หรือเซ็ทผมแล้วไม่อยู่ตัว หรือหยิกไม่ทนนาน โกรกผมด้วยน้ำส้มสายชูทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง เมื่อสระและเซ็ทตามปกติ ผมจะหยิกเป็นลอยสลวย ทนนานสะใจหลายวัน
» ไข่สดและใหม่มากเกินไป เวลาทำไข่ต้มมักมีปัญหาปอกเปลือกยาก ไข่เป็นรอยขรุขระไม่น่ารับประทาน ลองเติมน้ำส้มสายชูครึ่งช้อนชาลงในน้ำต้มไข่ ไข่ขาวจะไม่ติดเปลือก ปอกง่ายขึ้นกว่าเดิม
» ต้มแปรงสีฟันขนแข็งๆ ในน้ำส้มสายชู ขนจะนุ่มไม่ทิ่มเหงือกให้เจ็บปากอีก
» ปัญหาหินปูนจับตามเครื่องซักผ้า เครื่องล้างชาม แก้ด้วยน้ำส้มสายชู 1 ถ้วย เทใส่เครื่องพร้อมน้ำ ปิดฝา เปิดเครื่องให้ทำงานตามปกติจะเห็นเครื่องสะอาดทันตา
น้ำส้มสายชูกับเคล็ดลับบางประการ
» อยากรับประทานผัดไทย หอยทอด ขนมจีน กับถั่วงอกอวบอ้วน ขาวกรอบละก็ แช่น้ำผสมน้ำส้มสายชูไว้สักครู่
» ดอกกุหลาบช่อใหญ่ อยากให้สดอยู่นานๆ น้ำส้มสายชู 1 ถ้วย น้ำตาลทราย 5 กรัม ผสมน้ำสะอาด 5 ถ้วย ด้วยสูตรนี้รดกุหลาบทั้งช่อ
» หม้อหุงข้าวไฟฟ้าใช้ไปนานๆ เกิดอาการน่าเป็นห่วง ก้นหม้อเปลี่ยนจากขาวเป็นดำ ผสมคราบไคลน้ำข้าวจับหนาเตอะ อย่าใช้ฝอยขัดหม้อหรือใยเหล็กไปขัดเข้านะ เดี๋ยวหม้อเป็นรอยขีดข่วน หมดสวย ซ้ำพาเอาคุณภาพเสื่อม สารเคลือบผิวออกไปด้วย
สูตรเด็ดเคล็ดไม่ลับ ก็น้ำส้มสายชูเจ้าเดิมครึ่งส่วน ผสมน้ำ 1 ส่วน เติมลงหม้อ เสียบปลั๊ก รอจนเดือดปุดๆ จึงถอดปลั๊ก เทน้ำทิ้ง แล้วล้างตามปกติคุณจะได้หม้อที่สะอาดเหมือนเดิม
» หยดน้ำส้มสายชูลงบนแว่นตาเช็ดด้วยผ้านุ่ม รอยขีดข่วนจะหายไป พร้อมคราบเหงื่อไคล
» เสื้อผ้าสีขาวสะอาด มักกลายเป็นสีขาวขุ่นเข้าทุกที เมื่อใช้ไปนานๆ เพียงผสมน้ำส้มสายชูลงขณะซัก วิธีนี้ผ้าจะขาวสะอาดยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องใช้น้ำยาซักผ้าขาวให้ผ่าเปื่อยก่อนเวลา
» ลองใช้น้ำส้มสายชูผสมน้ำสะอาดชำระล้างผมในน้ำครั้งสุดท้าย ดูสักครั้งจะพบว่า ความเปรี้ยวของน้ำส้มสายชู ช่วยล้างแชมพูออกได้สะอาดหมดจดเส้นผมเป็นเงางาม มีน้ำหนัก ปราศจากรังแคด้วย

"น้ำส้มสายชูราคาย่อมเยาเพียงขวดเดียว ที่มีอยู่ในครัว สามารถทำประโยชน์สารพัดอย่าง สุดแต่เราจะสร้างสรรค์ให้ถูกวัตถุประสงค์ ตรงตามความต้องการได้ไม่ยากนัก ในภาวะเงินทองเป็นของหายากนี้ น้ำส้มสายชูคงช่วยคุณประหยัดแรงงาน และค่าใช้จ่ายได้ดีทีเดียว"
แช่ผักชีสักก้านในน้ำส้มสายชู ดูว่าใบไม่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เพื่อทดสอบว่าเป็นน้ำส้มสายชูแท้

ขอบคุณ by . horapa

วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เลือกซื้อ โยเกิร์ต แบบไหนดี

เอ่ยถึง “โยเกิร์ต” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากนมชนิดหนึ่ง คงเป็นที่คุ้นเคยกันดีสำหรับคนยุคนี้ที่ได้ยินได้ฟังโฆษณาโหมกระหน่ำถึง คุณประโยชน์ของอาหารจากผลิตภัณฑ์นมชนิดนี้ว่ามันดีต่อสุขภาพจริงๆนะ โดยเฉพาะสาวๆ ที่ไม่อยากอ้วน
ควรตระหนักว่าโยเกิร์ตที่มีจำหน่ายกันอยู่มากมายในท้องตลาดนั้น เป็นแค่ทางเลือกในการบริโภค ไม่ใช่อาหารหลัก และถ้าจะให้ดีต้องรู้จักวิธีเลือกซื้อด้วย นิตยสาร “ฉลาดซื้อ” เดือนมีนาคม 2551 ของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค แนะนำเคล็ดลับเลือกซื้อโยเกิร์ตให้ได้คุณค่า ไว้ว่า
- ควรเลือกซื้อโยเกิร์ตที่มีวันผลิตใกล้เคียงกับวันที่ซื้อมากที่สุด หรือให้วันหมดอายุเหลือเวลานานหลายวัน
- เลือกซื้อรสธรรมชาติดีกว่าชนิดที่มีการปรุงแต่ง จะได้รับคุณค่าทางโภชนาการมากกว่า
- ถ้าอยากได้คุณค่าโปรตีนหรือแคลเซียม ควรเลือกดื่มนมสด (รสจืด) ดีกว่า เพราะราคาถูกและคุณค่าทางโภชนาการดีกว่า
- แม้จะเป็นโยเกิร์ตรสธรรมชาติ แต่ทุกยี่ห้อมีน้ำตาล การอ้างว่าไขมันต่ำหรือไม่มีไขมันไม่ได้หมายความว่าจะไม่ให้พลังงานแก่ร่างกาย โยเกิร์ต 1 ถ้วยที่นำมาทดสอบให้พลังงานระหว่าง 80-150 กิโลแคลอรี ถ้าอยากลดน้ำหนัก ให้กินอาหารหลักในปริมาณพอดีและงดโยเกิร์ตจะดีกว่า
- คนที่สุขภาพแข็งแรง และกินอาหารที่ดีมีประโยชน์อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องกินโยเกิร์ตก็ได้
ข้อสุดท้าย นมเปรี้ยวชนิดพร้อมดื่ม (UHT) ได้รับความนิยมมากที่สุดเพราะรสชาติอร่อย แต่ไม่แนะนำให้ซื้อ โดยเฉพาะกับเด็กวัยเติบโต
เพราะนำนมพร่องมันเนยหรือหางน้ำนมมาหมักด้วยจุลินทรีย์แล้วแต่งด้วยสี กลิ่น หรือน้ำผลไม้ เพื่อปรุงแต่งรสชาติ ปริมาณโปรตีนจะลดลงเพราะถูกเจือจางด้วยน้ำ และได้รับน้ำตาลทรายเพิ่มขึ้น เพื่อให้รสหวานถูกลิ้นคนไทย
รู้ข้อมูลแล้วลองพิจารณากันดูว่าโยเกิร์ตแบบไหนเหมาะกับคุณ

ทำอย่างไรคุณค่าอาหารถึงอยู่ได้นานขึ้น

ในยุคสมัยที่อะไร ๆ ต่างก็เร่งรีบ เร็วเป็นจรวดนี้ ทำให้คนเราไม่ค่อยมีเวลาในการทำอาหารมากนัก นิยมทานอาหารนอกบ้านมากกว่า หรือไม่ก็ซื้อจากนอกบ้านมารับประทาน ซึ่งอาจเป็นวิธีที่สะดวกรวดเร็วก็จริง
แต่ก็ใช่ว่าทุก ๆ ร้านจะทำอาหารถูกหลักอนามัยเสมอไป ทางที่ดีควรหัดทำอาหารทานเองเสียบ้างจะดีกว่า
หลาย ๆ คนที่เดี๋ยวนี้หันมาทำอาหารทานเอง บ้างก็เพื่อสุขภาพ บ้างก็เพื่อประหยัดค่าอาหาร (อารมณ์ทำทีเดียวกินได้หลายมื้อ)
สำหรับมือใหม่หัดทำอาจจะยังไม่ทราบว่าการประกอบอาหารบางขั้นตอนอาจจะทำให้คุณค่าในอาหารเสียไปได้ง่าย ๆ คุณรู้หรือไม่ว่ามีอะไรบ้าง ...
- บางคนอาจจะชอบหั่นผักเป็นชิ้นเล็ก ๆ ซึ่งการทำเช่นนี้เมื่อเวลาที่คุณนำไปปรุงอาหาร จะทำให้สูญเสียคุณค่าอาหารเร็วกว่าการหั่นผักชิ้นใหญ่ ๆ ค่ะ ดังนั้นคราวหน้าก็หั่นผักชิ้นใหญ่ ๆ แทนนะคะ - ขณะที่นำผักไปล้างบางคนอาจจะชอบหั่นก่อนแล้วค่อยล้างผัก ซึ่งเราไม่แนะนำค่ะ เพราะว่า วิธีนี้จะทำให้คุณค่าอาหารหายไปได้รวดเร็วเช่นกัน ทางที่ดี ควรล้างผักโดยให้น้ำไหลผ่านจะดีกว่าค่ะ ไม่แนะนำให้แช่ผักในน้ำนะคะ - ผักบางชนิดคุณค่าอาหารจะมีที่เปลือกมาก เพราะฉะนั้นถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องปอกเปลือกออกเยอะมาก เพื่อให้คุณค่าของอาหารคงอยู่นั่นเอง
- เวลาที่อุ่นอาหารให้อุ่นพอร้อน ไม่จำเป็นต้องอุ่นจนมันเปื่อยเพราะนอกจากคุณค่าอาหารที่เสียไปยังทำให้เปลืองค่าไฟ ค่าแก๊สด้วยค่ะ
เห็นมั้ยค่ะ บางครั้งเราก็อาจจะเผลอทำให้คุณค่าอาหารสูญไปได้โดยที่เราไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นเมื่อทราบวิธีที่ถูกต้องแล้วก็อย่าลืมนำไปใช้ให้ถูกวิธีนะคะ จะได้ได้รับคุณค่าทางอาหารที่เต็มที่ค่ะ

วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

7 วิธีเพื่อหุ่นสวย

1. หากคุณเป็นคนที่เริ่มต้นมื้อแรกของวันด้วยกาแฟกับขนมปัง ก็ให้เลือกขนมปังโฮลท์วีท แทนขนมปังขาว หรือลองเลือกซีเรียลแบบธัญพืชผสม หรือข้าวโอ๊ตหนึ่งถ้วยเป็นมื้อเช้าแทนกาแฟ ขนมปัง
2. ข้าวมื้อกลางวัน ที่เคยรับประทานแต่ข้าวขาว ก็ให้ลองเปลี่ยนเป็นข้าวกล้อง หรือข้าวกล้องผสมข้าวขาว แทนข้าวขาวล้วน (ถ้าไม่สะดวกทุกมื้อก็ไม่เป็นไร ทำให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็พอ)
3. หากเป็นคนชอบรับประทานอาหารประเภทเส้น ก็เลือกใช้เส้นหมี่ที่ทำจากข้าวกล้อง หรือรำข้าว แทนเส้นสีขาวทั่วไป เช่น หมี่ข้าวกล้อง พาสต้าข้าวกล้อง ขนมจีนข้าวกล้อง ฯลฯ
4. กับข้าวในทุกมื้ออาหาร เลือกให้มีอาหารจานผักเป็นกับข้าวหลัก ประเภทผัดผัก น้ำพริกผักสด ผักต้ม แกงส้มผักรวม แกงเลียง
5. ในหนึ่งสัปดาห์ ให้รับประทานเมนู "สลัดผัก" ให้ได้อย่างน้อย 3 มื้อ โดยอาจเติมผลไม้ลงไปด้วยก็ได้ เพื่อไม่ให้จำเจหรือเบื่อหน่าย โดยเฉพาะคนที่ไม่ชอบรับประทานผัก
6. อาหารว่าง ควรเลือกอาหารว่างประเภทที่อุดมด้วยไฟเบอร์ เช่น ถั่ว ข้าวโพด และธัญพืชทุกประเภท ไม่เกี่ยงว่าจะเป็นถั่วทอด เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ ถั่วตัด ข้าวโพดคั่ว ข้าวโพดต้ม แครกเกอร์ ธัญพืช งาดำตัด หรือคุ๊กกี้ข้าวโอ๊ตก็เหมาะดี
7. อย่าลืม! ผลไม้ แหล่งไฟเบอร์ที่สำคัญ ทุกมื้ออาหรของคุณควรปิดท้ายด้วยผลไม้เสมอ และควรเลือกผลไม้ที่ไม่เพิ่มความอ้วน เช่น ส้ม ชมพู่ สับปะรด ส้มโอ แอปเปิ้ล แตงโม เป็นต้น
เคล็ดลับง่ายๆ 7 ข้อนี้ คิดว่า…ทำได้ไม่ยาก แต่ต้องมีความตั้งใจในการที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินของคุณเองด้วยนะ วิธีการที่จะช่วยให้ร่างกายได้รับไฟเบอร์อย่างเพียงพอก็คือ ต้องรู้จักว่าไฟเบอร์คืออะไร และมีอยู่ที่ไหน แล้วก็เลือกรับประทานอาหารแบบนั้นๆ ในสัดส่วนที่มากกว่าอาหารประเภทอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นไขมัน โปรตีน หรือคาร์โบไฮเดรต

วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

หุ่นสวยด้วยไฟเบอร์

สารพัดวิธีลดน้ำหนัก สารพันสูตรอาหาร เรียงหน้ากันเข้ามา บ้างว่าเห็นผลภายใน 2 สัปดาห์ หากปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด น้ำหนักจะลดลงได้รวม 10 กิโลกรัม บ้างว่ากินให้อิ่มได้ทุกมื้อ แต่ต้องกินตามเมนูที่กำหนด รับรองน้ำหนักลดทันตาเห็น …ฯลฯ
ก็ว่ากันไปตามสูตรใครสูตรใคร แต่ที่แน่ๆ เกือบทุกสูตรนั้นเมื่อเห็นสูตรแล้วก็ต้องเชื่อ เพราะแทบจะเรียกได้ว่าอดอาหารเลยทีเดียว ถึงแม้จะมีคำกำกับด้านท้ายว่า "ทุกมื้อต้องกินให้อิ่ม" แต่เมนูที่ระบุนั้น ใครทำตามได้ก็ต้องขอชมว่ายอดเยี่ยม เพราะแต่ละสูตรนั้นช่างใช้ความอดทนอย่างแรง อาหารบางมื้อ ฝืดคอแสนสาหัส แต่เมื่อแลกกับหุ่นสวยๆ หล่อๆ หลายคนก็ทนได้ เพราะถือว่า …"คุ้ม"
เรื่องกลวิธี เพื่อให้ "หุ่นดี" "หุ่นสวย" นี่พูดกันสามวันก็ยังไม่จบ แต่เชื่อมั้ยว่าคุยครั้งไหนก็ต้องมีคนฟัง เขียนครั้งใดก็ต้องมีคนอ่าน ใกล้หมอเลยขอนำสูตรลับ สูตรเด็ด "7 ขั้นตอนหุ่นสวยด้วยไฟเบอร์" มาให้ลองปฏิบัติกันดู เพราะทุกขั้นตอนนั้นยืนอยู่บนหลักโภชนาการ
ก่อนอื่นขอแนะนำให้รู้จักกับผู้ช่วยหุ่นดีตัวสำคัญก่อน นั่นก็คือ ไฟเบอร์
ไฟเบอร์ คืออะไร
ถ้าถามว่ารู้จักไฟเบอร์กันมั้ย ? หลายคนคงตอบได้ หรืออาจจะมีบางคนแอบต่อว่าว่า คนถามนี้เช้ย เชย… สมัยนี้ใครๆ ก็รู้จัก "ไฟเบอร์" กันทั้งนั้น แต่ก็ขอบอกกันอีกสักครั้งแล้วกัน เผื่อผู้ที่ยังไม่รู้จะได้เข้าใจกันก่อน
ไฟเบอร์ก็คือ กากใยอาหาร ซึ่งร่างกายไม่สามารถย่อยได้ ดังนั้นเมื่อรับประทานเข้าไปแล้ว ร่างกายก็จะขับถ่ายออกมาเป็นของเสีย และเจ้าไฟเบอร์หรือกากใยเหล่านี้แหละ ที่มีผลในการช่วยลดโคเลสเตอรอลในร่างกาย รวมทั้งช่วยให้ร่างกายขับถ่ายสะดวกขึ้น โรคเกี่ยวกับลำไส้หรือริดสีดวงก็จะไม่ถามถึง พูดง่ายๆ ว่าช่วยป้องกันโรคริดสีดวงจากการนั่งขับถ่ายนาน โรคลำไส้ต่างๆ ได้ทางอ้อม และข้อดีของการที่ของเสียไม่หมักหมมอยู่ในร่างกายนานนั้น ก็จะทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สดใส สังเกตดูได้ หากเราเป็นคนที่ขับถ่ายปกติ ไม่ท้องผูก ร่างกายก็จะดูเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล แต่ถ้าช่วงไหนที่ท้องผูก ก็จะรู้สึกอึดอัดแล้วไม่สดชื่น บางรายพาลเป็นไข้เลยก็มี เหล่านี้ คือประโยชน์ของไฟเบอร์ แล้วไฟเบอร์นี่ …มีอยู่ที่ไหน ?? คำตอบก็คือ ในพืชอาหารทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น ธัญพืช ผัก ผลไม้ และเมล็ดพืช แม้แหล่งอาหารที่มีไฟเบอร์จะมีอยู่มากมายหลายชนิด แต่เชื่อไหมว่า…มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ร่างกายขาดไฟเบอร์ เพราะอะไร ? ก็เพราะอาหารที่รับประทานในแต่ละวันนั้น มีไฟเบอร์ประกอบอยู่น้อยเกินไป ลองนึกดูเล่นๆ สมมติว่านี่
คือเมนูอาหารแต่ละมื้อใน 1 วัน
มื้อเช้า : กาแฟ ไข่ดาว
มื้อกลางวัน : ข้าวกระเพราไก่ ไข่ดาว
มื้อเย็น : ข้าวราดแกง
ถ้าเมนูเป็นแบบนี้ ทายได้เลยว่าผู้นั้น ต้องประสบกับภาวะท้องผูกเป็นประจำ เราลองมาเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเพื่อให้ร่างกายได้รับไฟเบอร์ครบถ้วน และเพียงพอที่จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และคงสภาพของทรวดทรงองเอวที่ดูดี

วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

อย่าสักแต่ ดื่มชา อย่างบ้าคลั่ง


คุณทราบไหมว่า ในปีหนึ่งๆ คนไทยบริโภคน้ำตาลเกินปริมาณที่องค์การอนามัยโลกกำหนด 4-5 เท่า โดยกำหนดไว้ที่ปริมาณ 6 ช้อนชาต่อวัน แต่คนไทยกินมากกว่าถึง 18-20 ช้อนชาต่อวัน
ยิ่งในช่วงกระแสคลั่ง ‘น้ำชา’ กำลังรุนแรง จะชาเขียว ชาขาว หรือชาอะไรก็ช่าง ในขวดชาพร้อมดื่มทั้งหลายที่ประเดประดังมาหลอกล่อเราอยู่นี้ มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
นอกจากปัญหาเรื่อง ‘น้ำตาล’ ที่มากับชาพร้อมดื่มทั้งหลายแล้ว ยังมีข้อพึงระวังในการดื่มชาที่สำคัญ ได้แก่
- ไม่ควรดื่มชาขณะกินยา เพราะสารต่างๆ ในน้ำชาอาจทำปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์ต่อยาที่กินเข้าไป อาจทำให้คุณสมบัติของยาเจือจางหรือเสื่อมสภาพลง หรือขั้นร้ายแรงอาจกลายเป็นสารพิษได้ ถ้าหากอยากดื่มควร ดื่มก่อนหรือหลังทานยาประมาณ 2 ชั่วโมง
- ไม่ควรดื่มชาก่อนนอนโดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน สตรีมีครรภ์ คนชรา และเด็กเล็ก
- ไม่ควรดื่มชาร้อนจัด เพราะการดื่มของร้อนจัดมีผลข้างเคียงต่อช่องปาก ลำคอ ลำไส้ได้ อาจทำให้เนื้อบางส่วนในช่องปากตาย และอาจเป็นต้นเหตุกระตุ้นเซลล์มะเร็งได้
- ผู้ที่ไตทำงานบกพร่องหรือมีอาการไตวาย ไม่ควรดื่มน้ำชามาก เพราะจะทำให้ปัสสาวะบ่อยและไตต้องทำงานหนักขึ้น ขณะที่ประสิทธิภาพของไตยังทำงานได้ไม่เต็มที่
- เด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบ ไม่ควรดื่มน้ำชา เพราะกรดแทนนิกเมื่อรวมตัวกับธาตุเหล็กในกระเพาะอาหารและลำไส้จะกลายเป็นสารที่ไม่สามารถละลายได้ ทำให้เด็กเล็กไม่เติบโต มีอาการขาดธาตุเหล็กและเป็นโรคโลหิตจางได้
- ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือโรคหัวใจ ผู้ป่วยที่หลอดเลือดแดงใหญ่ในหัวใจอุดตันไม่ควรดื่มน้ำชาเข้มข้น เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ร่างกายถูกกระตุ้นมากเกินไป หากความดันโลหิตขึ้นสูงมาก หรือหัวใจถูกกระตุ้นมากเกินขีดจะเป็นอันตรายถึงชีวิตอย่างรวดเร็วฉับพลัน
- ผู้ที่มีไข้สูง ไม่ควรดื่มน้ำชา เพราะด่างในน้ำชาจะทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น กระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น จึงยิ่งทำให้อุณหภูมิของร่างกายเพิ่มสูงขึ้น กรดแทนนิกในน้ำชายังส่งผลให้ร่างกายขับเหงื่อออกมาได้น้อยกว่าปกติ ทำให้ระบบการขับเหงื่อของร่างกายทำงานบกพร่อง

วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

การดูแลผิวพรรณด้วยสมุนไพร

ความสวยความงาม นับเป็นเรื่องที่มนุษย์เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีอิทธิพลต่อจิตใจของผู้คน หรือเรียกว่าเป็นจิตวิทยาของโลกเลยทีเดียว การได้เห็นของสวยๆ งามๆ ย่อมทำให้จิตใจชุ่มชื่น แต่อย่างไรก็ตาม การดูแลร่างกายให้มีสุขภาพสมบูรณ์ด้วยทางอาหารที่ครบถ้วน ก็จะทำให้ผิวพรรณสดใสงดงามได้
แต่ในปัจจุบันนี้สังคมได้พัฒนาไปมากด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง ได้มีการสกัดสารสำคัญจากธรรมชาติ เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมความงามต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโลชั่นบำรุงผิวพรรณ หรือเครื่องประทินความงามอื่นๆ มาวางตลาดให้เลือก แต่ย่อมมีราคาแพง จึงเป็นผลให้คนที่ยึดติดกับเรื่องความสวยความงามต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นอันมาก
สถาบันการแพทย์แผนไทย เล็งเห็นความต้องการของประชาชน จึงพยายามค้นหาทางเลือกให้สำหรับคนรักสวยรักงาม แต่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายก็อาจเลือกใช้สารจากธรรมชาติในการดูแลความงามด้วยตนเอง โดยไม่ต้องไปซื้อหาให้มากด้วยราคา
ฉะนั้นในฉบับนี้ สถาบันการแพทย์แผนไทย จึงคัดเลือกสมุนไพรที่มีผลต่อความงามของผิวพรรณ พร้อมวิธีใช้มาเสนอ อาทิ ว่านหางจระเข้ ซึ่งมีจารึกไว้ว่า แม้แต่พระนางคลีโอพัตราก็ยังใช้ว่านหางจระเข้ ในการบำรุงผิวพรรณ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ความรู้สมัยใหม่ในการผลิตผลิตภัณฑ์เสริมความงามนั้นก็ได้นำความรู้ดั้งเดิมมาประยุกต์ ไม่ว่าจะเป็นภูมิปัญญาไทย หรือภูมิปัญญาพื้นบ้านต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งมีส่วนเป็นอย่างมากในการพิจารณาผลิตภัณฑ์เสริมความงาม
สมุนไพรบำรุงผิวหน้าและผิวกาย
1. ว่านหางจระเข้ (Aloe indica Royle) คุณค่าของว่านหางจระเข้มีมากมาย นอกจากใช้รักษาโรคแล้ว ยังใช้บำรุงผิว บำรุงเส้นผมได้ด้วย ปัจจุบันจะเห็นได้ว่ามีแชมพูสระผม และเครื่องสำอางค์หลายอย่างที่ใช้ว่านหางจระเข้เป็นส่วนประกอบ และกำลังเป็นที่นิยมของคนทั่วไป เนื่องจากว่านหางจระเข้มีคุณสมบัติ สามารถช่วยให้กระบวนการเมตะโบลิซึมทำงานได้เป็นปกติ ลดการติดเชื้อ สลายพิษของเชื้อโรค กระตุ้นการเกิดใหม่ของเนื้อเยื่อส่วนที่ชำรุด ฉะนั้นว่านหางจระเข้จึงถูกนำมาใช้เพื่อบำรุงผิวพรรณ ผู้ที่ใช้ว่านหางจระเข้บำรุงผิวพรรณอยู่เป็นประจำ จะรู้สึกได้ชัดว่าว่านหางจระเข้มีส่วนช่วยให้ผิวพรรณผุดผ่อง สดชื่น มีน้ำมีนวล และยังสามารถขจัดสิวและลบรอยจุดด่างดำได้ด้วย
การใช้ว่านหางจระเข้เพื่อบำรุงผิว โดยปอกเปลือกออกใช้แต่เมือกวุ้นสีขาวใสที่อยู่ภายใน ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการแพ้ ก่อนใช้ควรตรวจสอบว่าตนเองจะเกิดอาการแพ้หรือไม่ โดยใช้น้ำที่ได้จากวุ้นสีขาวของว่านหางจระเข้ทาตรงบริเวณโคนหูแล้วทิ้งไว้สักครู่ ถ้าเกิดการระคายเคืองเป็นผื่นแดงแสดงว่าแพ้ ไม่เหมาะที่จะใช้กับผิวหน้าอีกต่อไป ถ้าไม่มีอาการแพ้ก็สามารถใช้ได้ตลอด แต่บางคนก็จะเห็นผลได้เหมือนกัน เมื่อใช้ว่านหางจระเข้ทาบริเวณหัวสิว จะทำให้หัวสิวแห้งเร็ว
นอกจากนี้ว่านหางจระเข้ยังสามารถลดความแห้งกร้านและลดความมันของผิวหน้าได้ โดยคนที่มีผิวที่มันก็จะช่วยให้ลดความมัน คนที่มีผิวหน้าแห้งก็ยังรักษาความชุ่มชื่นของผิวไว้ได้
2. งา (Sesamum indicum Linn., S. orientle,L) เป็นพืชล้มลุกให้เมล็ดเป็นจำนวนมาก เมล็ดงามีทั้งสีดำและสีขาว ในเมล็ดงามีน้ำมันอยู่ประมาณ 45-54 % น้ำมันงามีกลิ่นหอมน่ารับประทาน วิธีใช้โดยการนำเอาเมล็ดงาสด มาบีบน้ำมันงาออกโดยไม่ผ่านความร้อน ใช้ทาผิวหนังเพื่อบำรุงผิวพรรณให้ผุดผ่อง ช่วยประทินผิวให้นุ่มนวลไม่หยาบกร้าน
3. แตงกวา (Cucumis sativas Linn.) จะมีวิตามินสูง ในผลแตงกว่ายังมีเอนไซม์ cryssin ซึ่งช่วยย่อยโปรตีนได้ เอนไซม์ชนิดนี้จะช่วยย่อยผิวหนังที่หยาบกร้าน ให้หลุดออกไป เพื่อให้ผิวใหม่ที่อ่อนนุ่มเกิดขึ้นมาแทนที่ บางคนใช้แตงกวาสดผ่าเป็นชิ้นบางๆ วางบนใบหน้าที่ล้างสะอาดแทนน้ำแตงกวา ปัจจุบันมีน้ำแตงกวาผสมในเครื่องสำอาง เช่น ครีมล้างหน้า ครีมทาตัว เพื่อช่วยให้ผิวไม่หยาบกร้าน และช่วยสมานผิว แตงกวาเป็นสมุนไพรที่หาง่ายมีประโยชน์ราคาถูก ใช้ติดต่อกันเป็นประจำจะทำให้สวยสดชื่นมีน้ำมีนวล
4. มะเขือเทศ (Lycopersicon esculentum Mill.) ในมะเขือเทศจะมีสาร Curotenoid และมีวิตามินหลายชนิด น้ำจากผลมะเขือเทศสุกจะมีสาร 1icopersioin ซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราและแบคทีเรียได้ และน้ำมะเขือเทศสด นำมาพอกหน้าจะรักษาสิวสมานผิวหน้าให้เต่งตึง หรืออาจจะฝานบางๆ แปะลงบนผิวหน้าก็ได้
5. ขมิ้นชัน (Curcuma Longa Linn.) ในขมิ้นจะมีสาร Curcumin และมีน้ำมันหอมระเหยซึ่งมีกลิ่นเฉพาะ ขมิ้นมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อราหลายชนิด ใช้ทาผิวที่มีผดผื่นคัน ผงขมิ้นใช้ทาตัวเพื่อให้มีสีเหลืองทองใช้บำรุงผิว และช่วยฆ่าเชื้อ ที่ทำให้เกิดโรคผิวหนังบางชนิดได้อีกด้วย
6. น้ำผึ้ง (Apis dorsata) ได้จากผึ้ง ในน้ำผึ้งประกอบด้วยน้ำตาลกลูโคส, ฟรุกโตส, ขี้ผึ้ง, อัลบูมินอยด์, ละอองเกสรดอกไม้, และฮอร์โมนเอสโตรเจนจำนวนเล็กน้อย น้ำผึ้งใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอาง ใช้พอกหน้าทำให้ผิวหน้าชุ่มชื่น เปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลขึ้น น้ำผึ้งยังมีคุณสมบัติช่วยสมานผิว น้ำผึ้งเป็นเครื่องสำอางจากธรรมชาติที่ให้ประโยชน์สูงและหาง่าย นอกจากนี้ยังใช้น้ำผึ้งบำรุงผม ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะช่วยบำรุงหนังศรีษะ และกระตุ้นการงอกของเส้นผม
7. มะขามเปียก (Tamarindus indica Linn) มะขามเปียกมีประวัติการใช้มายาวนาน ช่วยชำระสิ่งสกปรกจากผิวหนัง เพราะฤทธิ์ที่เป็นกรดอ่อนๆ ในมะขามจะช่วยขจัดสิ่งสกปรกจากผิวหนังได้ดี ปัจจุบันได้มีหญิงไทยจำนวนมาก ใช้มะขามเปียกผสมน้ำอุ่นและนมสดผสมให้เข้ากันดี พอกบริเวณผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นรอยด้าน เช่น ตาตุ่ม ข้อศอก ฝ่ามือ ที่มีรอยกร้านดำ และบริเวณรักแร้ ขาหนีบ เพื่อให้ผิวหนังที่เป็นรอยดำจางลง ทำให้ผิวขาวนุ่มนวลขึ้น และนมสดจะช่วยบำรุงผิวให้นุ่มได้
จากที่กล่าวมาแล้ว เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านที่มีการใช้สืบต่อกันมาเป็นเวลานาน และได้ถูกลืมไปชั่วระยะหนึ่ง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี และค่านิยมของคนไทยต่อค่านิยมด้านวัตถุ ทำให้คนรุ่นใหม่สนใจสินค้าจากต่างประเทศ แต่ปัจจุบันเป็นที่สังเกตว่าคนต่างประเทศสนใจภูมิปัญญาไทย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความงาม ซึ่งจะเห็นบ่อยว่ามีผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความงามที่มีส่วนผสมของสมุนไพร
การที่เราหันไปใช้ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ใช้สะดวกราคามักจะสูง แต่ถ้าเรานำเอาวัตถุดิบที่มีอยู่ในบ้านเรามาใช้เอง ได้สารสำคัญที่สดใหม่ ราคาถูก ไม่มีสารเคมีเจือปน อะไรที่เราหาได้ง่าย และเป็นผลิตภัณฑ์ที่เราปลูกใช้ได้เราจะทำให้เราพึ่งตนเองได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่เช่นปัจจุบัน

ขอบคุณ halalthailand

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เผย 5 เคล็ด(ไม่)ลับ เลือกอาหารเพื่อสุขภาพตามช่วงอายุ


การรู้จักเลือกรับประทานอาหารไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องสุขภาพเท่านั้น หากยังเอื้อต่อความสวยความงามอีกด้วย ความจริงการเลือกอาหารให้เหมาะสมตามช่วงวัยก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้สุขภาพดีได้ เพราะในแต่ละช่วงอายุมีความแตกต่างกันในด้านพัฒนาการของร่างกายและลักษณะการดำเนินชีวิต วันนี้จึงขอเสนอเรื่องราวของอาหารที่เกี่ยวข้องกับช่วงอายุทั้ง 4 ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใดที่คุณจะลองทำตาม
วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 2 ช่วงอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปเป็นช่วงที่ร่างกายมีการพัฒนาและเติบโตเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน การทำงาน และเป็นวัยที่ใช้ชีวิตอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ยิ่งมีการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันมากเท่าไร ร่างกายก็ยิ่งเผาผลาญและใช้พลังงานมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น ควรเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม โดยเลือกรับประทานจำพวกเนื้อสัตว์และถั่วต่างๆ รวมถึงข้าวและแป้งมากเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยผักผลไม้เป็นอันดับสอง ส่วนนมและอาหารทดแทนแคลเซียมต่างๆ เช่น เต้าหู้ ปลาเล็กปลาน้อย นมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม ตามมาเป็นอันดับสาม และให้ความสำคัญของไขมันเป็นอันดับสุดท้าย ปลาเป็นอาหารสมองที่ช่วยรักษาผนังเซลล์ประสาทในสมองให้แข็งแรง ไม่หลงลืมอะไรง่ายๆ ผักสีเขียวอย่างผักบุ้ง ผักกระเฉด ผักคะน้า ถั่วฝักยาว ช่วยบำรุงสายตา สร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ผักผลไม้สีเหลืองอย่างกล้วยหอมก็ถือเป็นผลไม้คลายเครียดชนิดหนึ่ง
วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 3 อายุขึ้นเลข 3 หลายคนเริ่มตกใจกลัว แต่การรู้จักเลือกรับประทานจะทำให้ผู้อื่นไม่สามารถเดาอายุคุณจากรูปร่างหน้าตาได้เลย ในช่วงเริ่มวัยผู้ใหญ่ความต้องการพลังงานยังคงอยู่ เพราะเป็นช่วงชีวิตของการทำงาน แต่ต้องเพิ่มความระมัดระวังในเรื่องของไขมันและโคเลสเตอรอลที่จะส่งผลกระทบกับรูปร่างหน้าตาภายนอกที่เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายในอนาคตด้วย เพราะการรับประทานอาหารที่มีไขมันหรือโคเลสเตอรอลสูง เช่น หมูสามชั้น เนยแข็ง กะทิ เนยเทียม เป็นต้น จะสร้างปัญหาให้หลอดเลือดและหัวใจ แต่คุณสามารถเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยลดไขมันและโคเลสเตอรอล เช่น ปลาทะเล ช่วยลดความดันโลหิต พวกถั่วเมล็ดแห้งอย่างถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจ และมีโปรตีนสูงเพื่อให้พลังงานแทนสัตว์ใหญ่ได้อีก อาหารจำพวกข้าว ธัญพืชไม่ขัดสี อย่างข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท มีใยอาหารสูง ช่วยให้อิ่มท้องนานและส่งผลดีต่อระบบลำไส้
วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 4 วัยทองถูกเรียกแทนวัย 40 ปีขึ้นไป เนื่องจากสภาพร่างกายเริ่มเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะผู้หญิง ส่วนผู้ชายวัยนี้ก็จะเริ่มมีโรคต่างๆที่ไม่เคยออกอาการ ซึ่งเรียกกันว่าเป็น “วิถีทางธรรมชาติ” แต่ทั้งนี้การชะลอวัยหรือป้องกันโรคต่างๆที่มากับวัยไม่ได้ยุ่งยากเกินกว่าที่เราจะทำได้ สำหรับช่วงวัยนี้ความต้องการพลังงานจะลดลง แต่ความต้องการแคลเซียมและวิตามินต่างๆเพิ่มขึ้น ซึ่งจะได้รับจากผักผลไม้ที่มีกากใยอาหารสูง แล้วยังมีสารต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามินซีจากอาหารที่หารับประทานได้ง่าย เช่น ส้ม ฝรั่ง มะเขือเทศ แคนตาลูป ส่วนอาหารที่มีวิตามินอี ได้แก่ น้ำมันพืช เนยถั่ว ถั่วลิสง อัลมอนด์ นอกจากนี้ควรรับประทานเต้าหู้ โปรตีนไขมันต่ำ ซึ่งให้แคลเซียมมากกว่าเนื้อสัตว์อย่างอื่น แต่ไม่ควรลืมหลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นตัวเร่งความแก่ให้เร็วขึ้น เช่น อาหารไขมันสูงประเภททอดกรอบหรือผัดน้ำมันมากๆ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มกาเฟอีนทั้งหลาย
วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 5 การก้าวเข้าสู่ช่วงวัย 50 เป็นต้นไปนั้นไม่ได้ส่งผลต่อร่างกายอย่างเดียว แต่ยังส่งผลต่อสภาพจิตใจด้วย เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับวัยนี้คุณควรเข้าใจการทำงานของร่างกายที่มีประสิทธิภาพลดลง โดยเฉพาะระบบการย่อยการดูดซึมอาหาร ทำให้ร่างกายขาดสารอาหารบางอย่าง ช่วงนี้คุณอาจไม่รู้สึกกระหายน้ำเท่าไหร่ แต่ควรดื่มน้ำให้สม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 8-12 แก้ว เพื่อป้องกันการขาดน้ำโดยไม่รู้ตัว ควรรับประทานคาร์โบไฮเดรตให้น้อยลงและพยายามเลือกชนิดไม่ขัดสี เน้นอาหารจำพวกปลาเพื่อไม่ให้ขาดโปรตีน ที่สำคัญคือเป็นเนื้อสัตว์ที่ย่อยง่าย
วัยนี้จะพบปัญหากระดูกเปราะ กระดูกพรุนอย่างชัดเจน ดังนั้น ควรได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ อาหารแคลเซียมสูงอยู่ในนม โยเกิร์ตชนิดครีม เนยแข็ง หรือแม้แต่ปลาตัวเล็กตัวน้อย พวกผักใบเขียวก็มี เช่น คะน้า กวางตุ้ง และบรอกโคลี จะช่วยลดปัญหาเรื่องกระดูกให้รุนแรงน้อยลง การแก้ไขภาวะขาดน้ำอาจให้ดื่มน้ำสมุนไพร เช่น กระเจี๊ยบ เก๊กฮวย น้ำใบเตย นอกเหนือจากน้ำเปล่า เพราะช่วยบรรเทาโรคบางอย่างและให้ประโยชน์กว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน
สิ่งสำคัญไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงวัยใดควรดูแลเรื่องการกินอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นโรคหรือไม่ก็ตาม เพราะคนส่วนใหญ่มักจะดูแลตัวเองเมื่อพบว่าตัวเองมีโรคหรือมีปัญหาสุขภาพแล้วเท่านั้น นอกจากนี้การเพิ่มกิจกรรมเคลื่อนไหวระหว่างวันให้มาก ทำบ่อยๆจนติดเป็นนิสัย จะช่วยให้สุขภาพดีมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะประโยชน์ด้านระบบการไหลเวียนเลือด ควบคุมน้ำหนักตัว และลดความเครียดของร่างกายได้

เคล็ดลับปรุงอาหารด้วยไวน์

กฎพื้นฐานข้อแรกคือแอลกอฮอล์ไม่เหมาะสำหรับปรุงอาหารให้ผู้ที่ไม่ชอบดื่มไวน์ 1.อย่าใช้เหล้าไวน์ราคาถูกมากเกินไปทำอาหาร เพราะความร้อนจะทำให้แอลกอฮอล์ระเหยไปแล้ว อย่างไรก็ดีคุณสามารถเลือกเหล้าไวน์ ที่มีดีกรีค่อนข้างแรงได้ ถ้าคุณเป็นคนชอบดื่มอยู่แล้ว 2.ถ้าคุณจะทำอาหารไม่มาก อย่าให้ถึงขั้นต้องเปิดเหล้าไวน์ ทั้งขวด เปลี่ยนไปซื้อที่มีขนาดเล็กหรือไวน์กระป๋องจะคุ้มกว่า ไม่สำคัญว่าจะเป็นไวน์ขาวหรือแดง 3.หากคุณอยากได้ของหวานที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ละก็ หั่นผลไม้ที่คุณชอบใส่ลงไปในแก้วไวน์แล้วรินเสิร์ฟ ตามปรกติ 4.ถ้าจะดื่มเหล้าไวน์ร่วมกับของหวานแช่แข็งต่างๆเช่นไอศครีม ต้องยึดหลักสำคัญ คือหยดไวน์ลงผสมแต่น้อยพอให้ได้รส ไม่อย่างนั้นจะทำให้ของหวานละลายเกลี้ยงจนไม่น่ารับประทาน

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เคล็ดลับการทอดอาหาร

1. อุณหภูมิของน้ำมันที่เหมาะสมในการทอดอาหารจะอยู่ที่ประมาณ 325-375 อาศาฟาห์เรนไฮต์ แต่ถ้าไม่มีหม้อทอดไฟฟ้าอาจเช็คว่าน้ำมันร้อนได้ที่หรือยัง โดยใช้ตะเกียบไม้จุ่มลงในน้ำมัน ถ้ามีฟองปุดๆ รอบตะเกียบแสดงว่าน้ำมันร้อนได้ที่แล้ว หรือถ้าใช้วิธีทดสอบแบบฝรั่ง ให้เอาชิ้นขนมปังขนาด 1 นิ้วลงทอด ถ้าขนมปังเป็นสีน้ำตาลแสดงว่าอุณหภูมิน้ำมันจะอยู่ประมาณ 365 องศาฟาห์เรนไฮต์ อย่างไรก็ตาม เวลาใส่ชิ้นอาหารลงไป อุณหภูมิของน้ำมันจะลดลง ต้องปรับไฟเพิ่มเพื่อให้น้ำมันร้อนขึ้น มิฉะนั้นอาหารจะอมน้ำมัน

2. น้ำมันที่เหมาะสมจะใช้ในการทอดควรเป็นน้ำมันที่มีจุดเกิดควัน (Smoking Point) สูงๆ เช่น น้ำมันถั่วลิสงน้ำมันคาโนลา น้ำมันข้าวโพด ส่วนน้ำมันงา น้ำมันมะกอก เป็นน้ำมันที่จุดเกิดควันต่ำ และมีราคาแพง ไม่ควรนำมาใช้ในการทอดอาหาร

3. อาหารที่จะนำลงทอดต้องวางทิ้งไว้ให้มีอุณหภูมิเท่ากับอุณหภูมิห้องก่อน เพื่อป้องกันอุณหภูมิของน้ำมันทอลดลงเร็ว และลดการกระเด็นของน้ำมันได้ และถ้าชิ้นอาหารเปียกก็ให้ใช้กระดาษทิชชูซับให้แห้งก่อนลงทอด ถ้าเป็นอาหารที่หมักซอสก็ให้สะเด็ดซอสออกก่อน หรือถ้าชุบแป้งขนมปังควรตบเบาๆ ให้ขนมปังส่วนเศษๆ หลุดออกไปก่อนลงทอด

4. ปริมาณน้ำมันที่เทในช่วงแรกต้องเพียงพอกับการทอด ไม่ใช่ต้องมาเติมระหว่างทอด เพราะจะทำให้ อุณหภูมิลดลง และมีผลให้ชิ้นอาหารอมน้ำมันทันที

5. น้ำมันที่ใช้ทอดสามารถนำกลับมาใช้อีกได้แต่ถ้าถูกความร้อนแล้วเกิดเป็นควันโขมง หรือสีเข้มมากๆ หรือกลิ่นหืนมากแล้ว ควรเททิ้งไป

6. การทอดไม่ให้ชิ้นอาหารอมน้ำมัน คือต้องพยายามทอดไฟแรง และไม่ใส่ชิ้นอาหารปริมาณมากเกินไป เพราะจะทำให้อุณหภูมิของน้ำมันลดลง อย่างไรก็ตามต้องควบคุมอุณหภูมิให้ดี เพราะถ้าไฟแรงเกินไปจะทำให้ผิวอาหารด้านนอกสุกเร็ว ในขณะที่ข้างในยังดิบอยู่ อาหารที่นำมาลงทอดต้องมีขนาดชิ้นเท่าๆ กัน

7. อย่าปรุงรสชาติอาหารในขณะที่ทำการทอด ควรจะหมักไว้ก่อน หรือทอดให้เสร็จจึงโรยเครื่องปรุง

8. อย่าใช้ส้อมจิ้มอาหารขณะทอด เพราะความชื้นภายในเนื้ออาหารจะออกมา ทำให้เนื้อข้างในแข็งกระด้างและน้ำมันจะแทรกเข้าไปในเนื้ออาหาร

9. เมื่อทอดอาหารเสร็จแล้วให้วางไว้บนกระดาษซับน้ำมัน อย่าวางทับกัน พอซับด้านหนึ่งแล้วก็ให้ซับอีกด้านหนึ่ง

วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ผิวสวยด้วยคุณค่าจากธรรมชาติ

ความสวยความงาม นับเป็นเรื่องที่มนุษย์เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีอิทธิพลต่อจิตใจของผู้คน หรือเรียกว่าเป็นจิตวิทยาของโลกเลยทีเดียว การได้เห็นของสวยๆ งามๆ ย่อมทำให้จิตใจชุ่มชื่น แต่อย่างไรก็ตาม การดูแลร่างกายให้มีสุขภาพสมบูรณ์ด้วยทางอาหารที่ครบถ้วน ก็จะทำให้ผิวพรรณสดใสงดงามได้

แต่ในปัจจุบันนี้สังคมได้พัฒนาไปมากด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง ได้มีการสกัดสารสำคัญจากธรรมชาติ เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมความงามต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโลชั่นบำรุงผิวพรรณ หรือเครื่องประทินความงามอื่นๆ มาวางตลาดให้ผู้หญิงได้เลือกสวยตามใจชอบ แต่ใครจะรู้บ้างล่ะว่า พืช ผัก สมุนไพรพื้นๆ ของบ้านเราหลายต่อหลายชนิดเลยทีเดียวที่มีสรรพคุณช่วยในการประทินโฉม!!

1. ว่านหางจระเข้
ว่ากันว่าแม้แต่พระนางคลีโอพัตราก็ยังใช้ว่านหางจระเข้ ในการบำรุงผิวพรรณ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ความรู้สมัยใหม่ในการผลิตผลิตภัณฑ์เสริมความงามนั้นก็หยิบจับเอาความรู้ดั้งเดิมมาประยุกต์ด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นภูมิปัญญาไทย หรือภูมิปัญญาพื้นบ้านต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งมีส่วนเป็นอย่างมากในการพิจารณาผลิตภัณฑ์เสริมความงาม

คุณค่าของว่านหางจระเข้นั้นมีมากมายเหลือเกินค่ะ นอกจากที่เราๆ รู้กันว่าจะสามารถใช้รักษาโรคบางโรคได้แล้ว ว่านหางจระเข้ยังใช้บำรุงผิว บำรุงเส้นผมได้อีกด้วย ทุกวันนี้จะเห็นว่ามีแชมพู และเครื่องสำอางหลายอย่างที่ใช้ว่านหางจระเข้เป็นส่วนประกอบ

คุณสมบัติพื้นฐานของว่านหางจระเข้ก็คือสามารถช่วยให้กระบวนการเมตะโบลิซึมทำงานได้เป็นปกติ ลดการติดเชื้อ สลายพิษของเชื้อโรค กระตุ้นการเกิดใหม่ของเนื้อเยื่อส่วนที่ชำรุด ฉะนั้นว่านหางจระเข้จึงถูกนำมาใช้เพื่อบำรุงผิวพรรณ ผู้ที่ใช้ว่านหางจระเข้บำรุงผิวพรรณอยู่เป็นประจำ จะรู้สึกได้ชัดว่าว่านหางจระเข้มีส่วนช่วยให้ผิวพรรณผุดผ่อง สดชื่น มีน้ำมีนวล และยังสามารถขจัดสิวและลบรอยจุดด่างดำได้ด้วย

ว่านหางจระเข้เพื่อบำรุงผิว
ปอกเปลือกว่านหางจระเข้ออกให้เกลี้ยงใช้แต่เมือกวุ้นสีขาวใสที่อยู่ภายใน ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการแพ้ ก่อนใช้ควรตรวจสอบอาการแพ้ โดยใช้น้ำที่ได้จากวุ้นสีขาวของว่านหางจระเข้ทาตรงบริเวณต้นแขนด้านในแล้วทิ้งไว้สักครู่ ถ้าเกิดการระคายเคืองเป็นผื่นแดงแสดงว่าแพ้ ไม่เหมาะที่จะใช้กับผิวหน้าอีกต่อไป ถ้าไม่มีอาการแพ้ก็สามารถใช้ได้ตลอด

เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีเสียงกระซิบแว่วมาอีกว่าใช้ว่านหางจระเข้ทาหัวสิวแล้วช่วยทำให้หัวสิวแห้งเร็วอีกด้วย ที่สำคัญว่านหางจระเข้ยังสามารถลดความแห้งกร้านและลดความมันของผิวหน้าได้ โดยคนที่มีผิวที่มันก็จะช่วยให้ลดความมัน คนที่มีผิวหน้าแห้งก็ยังรักษาความชุ่มชื่นของผิวไว้ได้ โอ้ว…เห็นความอะแมสซิ่งของมันรึยังล่ะคะคุณขา

2. งา
งาเม็ดดำๆ หน้าตาแม้จะดูไม่ค่อยน่ารับประทาน แต่ขอบอกค่ะว่าคุณค่านั้นล้นหลามมากมายเรียกได้ว่าคุณสมบัตินั้นใหญ่โตเกินตัวจริงๆ ค่ะ งาเป็นพืชล้มลุกให้เมล็ดเป็นจำนวนมาก เมล็ดงามีทั้งสีดำและสีขาว ในเมล็ดงาแต่ละเมล็ดนั้นมีน้ำมันอยู่ประมาณ 45-54 %

โดยธรรมชาติน้ำมันงามีกลิ่นหอมน่ารับประทาน ใช้เติมแต่งกลิ่นอาหารจำพวกอาหารจีนจะทำให้ยิ่งหอมฟุ้งน่าเจี๊ยะเชียวค่ะ แฮ่ๆ แต่วันนี้เราไม่ได้มาเขียนรณรงค์ให้รับประทานเมล็ดงากันหรอกนะคะ คือ คุณเมล็ดงานั้นนอกจากมีสารอาหารอย่างแคลเซี่ยมอยู่ในปริมาณสูงรับประทานแล้วดีต่อสุขภาพช่วยเสริมสร้างกระดูกแล้ว

* เมล็ดงาเพื่อบำรุง วิธีใช้ก็ง่ายนิดเดียวค่ะ เพียงนำเอาเมล็ดงาสด มาบีบเอาน้ำมันงาออกโดยไม่ผ่านความร้อน ฟังดูอาจจะยาก แต่จริงๆ แล้วจะอาศัยวิธีการโขลก หรือตำเพื่อรีดเอาน้ำมันก็ได้ไม่ว่ากันนะคะ ที่สำคัญอุปกรณ์ที่ใช้ในการโขลก การตำหรือการรีดเอาน้ำมันจากเมล็ดงานั้นจะต้องสะอาดเอี่ยม (เพราะน้ำมันงาที่ได้จะต้องมาสัมผัสกับผิวของเราโดยตรง) หลังจากที่ได้น้ำมันงาสดๆ มาแล้วก็ใช้ทาผิวได้ทั่วตัว

เอ่อ...สำหรับคุณผู้หญิงที่ไม่มั่นใจในความสะอาดหรือหวั่นเกรงต่ออาการแพ้ ขอแนะนำว่าอย่าเพิ่งใช้ทาใบหน้าโดยตรง ให้ลองทาถู ทาถูผิวกายดูสักระยะ จากนั้นค่อยประเมิณดูผลลับก่อนจะเขยิบขึ้นไปทาที่หน้าสวยๆ คุณสมบัติก็เพื่อบำรุงให้ผิวพรรณดูผุดผ่องเป็นยองใย แถมยังช่วยประทินผิวให้นุ่มนวลไม่หยาบกร้านอีกด้วยล่ะค่ะ

3. แตงกวา
ถ้าจะว่ากันด้วยคุณสมบัติทางโภชนาการ “แตงกวา” ก็นับเป็นผักจิ้มที่มีวิตามินสูงอยู่นะคะ นอกจากนี้ในผลแตงกว่ายังมีเอนไซม์ซึ่งช่วยย่อยโปรตีนได้อีก และเอนไซม์ที่ว่านี้เองยังสามารถช่วยในการย่อยผิวหนังที่หยาบกร้าน ให้หลุดออกไป เพื่อให้ผิวใหม่ที่อ่อนนุ่มกว่าเกิดขึ้นมาแทนที่ เรียกง่ายๆ ว่าใช้ได้ดีในการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวนั่นล่ะค่ะ

* แตงกวากับการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิว เอาแบบง่ายๆ ไม่ยุ่งยากเลยก็แล้วกันนะคะ บางคนเขาก็ใช้แตงกวาสดแช่เย็นสไลด์เป็นแว่นบางๆ วางแปะไว้บนใบหน้าที่ล้างทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณสาวๆ ที่มีผิวมันด้วยแล้วล่ะก็ การพอกหน้าด้วยแตงกวาแบบนี้จะช่วยลดความมันบนใบหน้าลงได้แบบเห็นผลกันจะๆ เลยล่ะค่ะ

ปัจจุบันเครื่องสำอางมากมายมีส่วนผสมของสารสกัดจากแตงกวา ไม่ว่าจะเป็น เจลล้างหน้า หรือโลชั่นทาผิว ช่วยให้ผิวไม่หยาบกร้าน ทั้งยังช่วยสมานผิว แตงกวาเป็นผักที่หาง่ายมีประโยชน์แถมราคาถูกอีก ใช้ติดต่อกันเป็นประจำจะทำให้คุณทั้งสวย ทั้งสดชื่น

4. มะเขือเทศ
คาดว่าคุณๆ คงเคยได้ยินคำร่ำลือเกี่ยวกับสรรพคุณทางความงามของมะเขือเทศมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกแล้วใช่มั้ยคะ พวกผู้ใหญ่น่ะชอบบอกให้เรากิน กิน กิน แล้วก็กินมะเขือเทศ เพราะอะไรน่ะเหรอคะ... ก็เพราะว่านอกจากในมะเขือเทศจะมีสารแคโรทีนอยแล้ว ยังอุดมไปด้วยวิตามินหลายต่อหลายชนิดด้วยกัน

* มะเขือเทศเพื่อการสมานผิว น้ำจากผลมะเขือเทศสุกจะมีสารซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราและแบคทีเรียได้ ดังนั้นหากนำน้ำมะเขือเทศสดๆ มาพอกหน้าจะสามารถรักษาสิว สมานผิวหน้าให้เต่งตึง สดใสมีเลือดฝาด หรือถ้ามีเวลาคั้นน้ำมะเขือเทศสดๆ ล่ะก็ คุณผู้หญิงอาจจะใช้วิธีฝานมะเขือเทศเป็นแว่นบางๆ แล้วแปะลงบนผิวหน้า ทิ้งไว้ 10 – 15 นาที จึงใช้น้ำสะอาดล้างออกแบบนี้ก็เวิร์คไม่เบานะคะ

5. น้ำผึ้ง
นอกจากจะมีรสชาติหวานหอม กลมกล่อมเป็นเอกลักษณ์แล้ว ในน้ำผึ้งยังประกอบด้วยน้ำตาลกลูโคส, ฟรุกโตส, ขี้ผึ้ง, ละอองเกสรดอกไม้, และฮอร์โมนเอสโตรเจนจำนวนเล็กน้อยอีกด้วย ทุกวันนี้น้ำผึ้งถูกใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอางหลายชนิดด้วยกัน

* น้ำผึ้งเพื่อผิว เพื่อผม คุณสมบัติของน้ำผึ้งสดๆ ยังสามารถใช้พอกหน้าทำให้ผิวหน้าชุ่มชื่น เปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลขึ้นได้ด้วย เท่านั้นยังไม่พอน้ำผึ้งยังมีคุณสมบัติช่วยสมานผิว ทำให้ผิวนุ่มนิ่มและเรียบเนียน น้ำผึ้งเป็นเครื่องสำอางจากธรรมชาติที่ให้ประโยชน์สูงและหาง่าย นอกจากนี้ยังใช้น้ำผึ้งบำรุงผม ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะช่วยบำรุงหนังศรีษะ และกระตุ้นการงอกของเส้นผม

ทั้งหมดนี้เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านที่มีการใช้สืบต่อกันมาเป็นเวลานาน และด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้มีผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความงามที่มีส่วนผสมของสมุนไพรผลิตออกมาให้เราได้เลือกช้อป เลือกใช้กันได้ไม่มีหยุดหย่อน

วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เลิกรัก...ไม่เลิกราไดเอต

เลิกกับแฟนดูเหมือนจุดจบของโลก...และของการไดเอตด้วย แต่ไม่จำเป็นที่คุณจะต้องเพิ่มน้ำหนักขึ้นมานี่นา!
Step 1 ทำใจรับ ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์บอกว่าช่วงเวลาเศร้าหลังเลิกกันเป็นสิ่งจำเป็นที่พลาดไม่ได้ หลังเลิกกันอาการนอนไม่หลับ ซึมเศร้า เครียดเป็นเรื่องปรกติ เพราะเป็นตอนอารมณ์เปราะบางที่สุด ให้เมตตาปราณีกับตัวเองสักหน่อย จัดหาของกินไว้ให้รางวัลตัวเองแต่ควรเป็นของมีประโยชน์สักหน่อย อย่าหาสิ่งดับอารมณ์เช่นแอลกอฮอล์ซึ่งเป็นตัวกดประสาททำให้ซึมเศร้า และยิ่งรู้สึกแย่มากเข้าไปอีกหลังดื่มหลายแก้ว

Step 2 ลงมือทำ นี่เป็นเวลาลองทำสิ่งใหม่ๆ เจอใครแปลกหน้าซะบ้างก็ดีนะ แต่การเริ่มออกกำลังกายแบบใหม่ๆไม่ว่าจะเป็นการเดินในสวนสาธารณะหรือไปเข้าโรงยิมจัดเป็นความคิดที่ดี เพราะจะทำให้คุณดูดีแล้วสารเอ็นโดฟินที่หลั่งออกมาตอนออกกำลังกายจะช่วยให้คุณรู้สึกดีไปด้วย

Step 3 เดินหน้าต่อไป ถึงเวลาต้องคิดทบทวนว่าต้องการอะไรในชีวิต ได้เวลาทำสิ่งที่เขาไม่อยากทำด้วย เช่น ย้อมสีผมหรือตัดทรงใหม่ไปเลย เป็นเวลามุ่งสมาธิเอาใจตัวเอง แล้วไม่ว่าจะรู้สึกแย่แค่ไหนก็ให้อึดเข้าไว้ ทำกับตัวเองประหนึ่งวันนี้เป็นวันแรกในชีวิต ลุยไปเลย!

อาหารแคลอรีต่ำสำหรับหัวใจคุณ
ถ้าแครอทไม่ใช่อาหารปลอบใจที่คุณปลื้มก็ลองของว่างต่อไปนี้ดูจะช่วยให้หัวใจคุณแข็งแรงอยู่ได้ไม่ยาก -สตรอว์เบอรี ราสเบอรีกับเมอแรงและกรีกโยเกิร์ต ล้วนมีแคลอรีต่ำ และวิตามินซีสูง ช่วยรักษาความสมดุลของสมองได้ ทั้งหมดนี่อย่างละชิ้นรวมแคลอรีได้ 280 แคลอรี- ดาร์คชอคโกแลต สักชิ้นเล็กๆจะช่วยเพิ่มระดับเซโรโทนินให้อารมณ์ดีขึ้นได้ ชนิด 20 กรัมเท่ากับ 115 แคลอรี- สมูตตี้กับโยเกิร์ตและกล้วย จะเพียบไปด้วยวิตามินบี ซึ่งดีสำหรับกอบกู้อารมณ์ สมูตตี้ใส่กล้วยหนึ่งลูกกับเบอรีอีกกำและโยเกิร์ตแช่แข็งเท่ากับ 200 แคลอรี

วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ไข่นั้นไม่ธรรมดา

ไข่เป็นอาหารดีมีประโยชน์ที่หาง่ายที่สุด เก็บง่ายที่สุด ปรุงง่ายที่สุด ราคาไม่แพงซึ่งทุกๆ คนก็สามารถ หากินได้แถมย่อยง่าย อุดมด้วยโปรตีน วิตามินเอ บี ดี และธาตุเหล็ก รวมทั้งแคลเซียม กินได้ทั้งเด็ก และ ผู้ใหญ่ ทำได้ทั้งคาวและหวาน

คนจีนถือว่าไข่เป็นของนำโชค ที่ต้องมีการต้มแจกเมื่อได้สมาชิกใหม่ในครอบครัว เพราะไข่เป็นทั้งหยิน และหยางในลูกเดียว มีทั้งด้านมืด ด้านสว่าง ทั้งเย็นและร้อน

ฝรั่งบอกว่าไข่เป็นอาหารที่ให้โปรตีนอย่างยอดเยี่ยมภายในลูกเดียว กันนี่แหละ ทางอายุรเวทบอกว่า ไข่เป็นอาหารไม่หนักไปสำหรับร่างกาย และให้ไขมันที่ดี

ไข่จึงเป็นอาหารจานเด่นมาตลอด จนระยะหลังๆ นี้ที่เราเริ่มจะได้ยินอะไรที่ทำให้ชักไม่ค่อยไว้ใจไข่
พวกที่ชอบค้นคว้าวิจัยก็แยกเอาไข่แดงไข่ขาวไปวิจัยว่า ไข่ขาวนั้นเป็นตัวให้โปรตีนดีมาก แต่ไข่แดงมี ไขมันสูง กินไปแล้วจะทำให้ระดับไขมันในเลือดสูงได้ อาจเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ ต้องเดือดร้อนหาหมอ

คราวนี้พวกบ้าจี้ หรือกลัวตายทั้งหลาย ก็เลยตั้งหน้ากินไข่แบบไม่ เป็นธรรมชาติกัน คือมีการบรรจงเอา ช้อนแคะไข่แดงออกจากไข่ดาว แล้วกินไข่ขาวล้วนๆ หรือปอกไข่ต้มแล้วละเลียดกินไข่ขาว ทิ้งไข่แดงไปเสีย บางคนหนักเข้าก็เอาแต่ไข่ขาวแยกออกมาตีๆๆ แล้วทำไข่เจียวหน้าตาซีดเซียวกิน แต่พวกนี้เวลากินขนมเค้ก ก็มักจะลืมว่าเขาต้องใส่ไข่ทั้งแดงและขาวเข้าไปมากๆ แถมด้วยนมเนยที่เป็นตัวเพิ่มไขมันยิ่งกว่า

- การกินไข่มีอันตรายต่อระดับไขมันในเลือดจริงหรือ?
อย่าเพิ่งตื่นตระหนกตกใจไปเลย เวลาได้ข่าวสารอะไรมาให้พิจารณาดูดีๆ และดูหลายๆ มุมมอง ตัวดิฉัน เองมีความเชื่อมั่นในธรรมชาติ และคิดว่าธรรมชาติรู้ดีกว่าเราในการสร้างไข่ให้มีทั้งขาวและแดง ให้มีทั้ง ไขมันและโปรตีนอยู่ในลูกเดียวกัน และขนาดก็เล็กนิดเดียว เป็นที่คาดการได้ว่าธรรมชาติย่อมอยากให้เรากิน หมดไปในคราวเดียวกัน พร้อมๆ กันทั้งลูก ให้มันผสมเข้าด้วยกัน (ตามหลักการกินแบบ Whole Food) มิฉะนั้นไข่ขาวคงไม่มีสรรพคุณกินแล้วเย็น ขณะที่ไข่แดงกินแล้วเพิ่มความร้อนให้ร่างกาย

คุณเชื่อเรื่องการกินอาหารแบบทั้งชิ้นทั้งอัน (Whole Food) ตามธรรมชาติหรือไม่ อย่างเมล็ดข้าว 1 เมล็ดนี้ ธรรมชาติให้ส่วนประกอบมาทั้งแป้ง ทั้งวิตามิน ใช่ว่าเราจะเลือกเอาเฉพาะส่วนที่เป็นหัวแยกออกมา กินเป็น 'รำ' แต่อย่างเดียวแล้วจะดีกว่ากินข้าวทั้งเม็ดเมื่อไร ถ้าคุณรู้จักการกินที่ควรกินหลากหลาย กินพอประ มาณ กินหมุนเวียนเปลี่ยนไป คุณก็ไม่ต้องมานั่งวิตกกังวลเอากับงานวิจัยนี้เลย

เคยเห็นไหมว่าบางคนตั้งแต่เล็กจนแก่ อาหารโปรดคือไข่ ตั้งหน้ากิน อยู่ได้ทุกวันเสียด้วย เพราะง่ายที่สุด ขี้เกียจคิดว่าจะกินอะไรดี แถม ระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายไม่เคยมีปัญหาดังนั้นการที่ระดับไขมันในเลือดของคนเราจะขึ้นสูงให้น่าตกใจได้นั้น อย่าไปโทษไข่แต่เพียงอย่างเดียว ระดับไขมันที่ว่านี้มันขึ้นอยู่กับแต่ละคน และเรื่องอื่นๆ ประกอบกันด้วยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเคมีในร่างกาย การใช้ชีวิต และพฤติกรรมการกินอื่นๆ

- สิ่งที่ควรกลัวในการกินไข่
เวลาเราซื้อไข่นั้น เราไม่สามารถมองทะลุ เข้าไปข้างในได้ว่าไข่นี้เก่าหรือใหม่? เก็บมาเมื่อสองอาทิตย์ก่อน หรือเพิ่งมาจากฟาร์มเมื่อวานนี้เอง เราไม่ สามารถมองเบื้องหลังการ เลี้ยงไก่ เพื่อให้ได้มาซึ่งไข่นี้ว่า เขาตั้งหน้าตั้งตาทารุณกรรมแก่สัตว์ น้อยๆ น่ารัก นี้ด้วยการ โด๊ปž ให้มันตื่นทั้งวันทั้งคืน ไม่ได้หลับได้นอน ด้วยการให้มดลูกมันทำงานตลอดเวลามีหน้าที่ไข่ ไข่ และไข่ ด้วยการใส่ยาเร่ง ยาคุม ยาขจัด สารพัดเคมีให้คนเลี้ยงได้ผลผลิตที่มากที่สุด เร็วที่สุด

บางคนอาจจะเห็นว่ามันเป็นปกติของการผลิตอาหารให้ชาวโลกกินนี่นา แต่ที่มันอันตรายมาถึงเราก็คือ สารเคมีต่างๆ ที่มันตกค้างอยู่ในไข่นี่แหละ เราผู้กินก็รับเอาไปเต็มๆ กินไปมากๆ ก็แน่นอนว่าต้องไปสะสม คงค้างอยู่ในร่างกายของเรานี่ ไก่ที่เลี้ยงกันตามฟาร์มแบบนี้ฝรั่งเขามีภาษาเรียกว่าเป็น Battery Chicken คงเหมือนกับไก่ที่ใส่ถ่านให้มันกินๆๆๆ ให้มันไข่ๆๆๆ ถ้าเลี่ยงได้ก็ควรจะเลี่ยงเสีย

ส่วนไข่จากฟาร์มที่เรียกว่าไก่แบบ Free Range หรือเลี้ยงแบบให้ไก่มีอิสระในการวิ่งเล่น ไม่มีการให้ ยาปฏิชีวนะ และให้อาหารไก่ที่เป็นอาหารธรรมชาติ ไม่ได้ทำมาจากเคมี เลี้ยงอย่างนี้ก็เหมือนวิธีที่ ชาวบ้าน สมัยก่อนเลี้ยงไก่ไว้ให้ไข่ เอามากินมาขายนั่นแหละ ไก่และไข่ ที่ได้จากการเลี้ยงแบบนี้ถือว่าเป็นอาหารธรรม ชาติที่กินแล้วดี ไม่มีเคมี ปนเปื้อนอยู่แล้วเราจะหาไข่ดีๆ กินได้ไหมเล่านี่?เรื่องอย่างนี้ก็ต้องตัวใครตัวมันก็แล้วกัน รู้เอาไว้เป็นความรู้ แล้วก็เสาะหาของดีในวิธีของเราเอง


- วิธีเลือกซื้อไข่
ลองไปเดินดูตามชั้นที่ขายไข่ไก่ในซูเปอร์มาร์เก็ต พอจะเห็นไข่ที่เรียกว่าไข่ออร์แกนิก หรือเลี้ยงแบบ Free Range เหมือนกัน แต่โอ้โห ราคาแพงอะไรปานฉะนี้ นัยว่าเป็นฟาร์มของญี่ปุ่นที่มาเลี้ยงอยู่แถวๆ โคราช ให้ชาวญี่ปุ่นได้กินทั้งไก่และไข่ที่เลี้ยงแบบปลอดสารพิษ ในราคา ที่คนญี่ปุ่นบอกว่าเรื่องเล็ก ถ้าเราคน ไทยจะตัดใจซื้อกินก็ขอให้คิดว่ากำลังซื้อไข่อยู่ในมหานครลอนดอนก็แล้วกัน

ถ้ายังไม่อยากจ่ายแพงขนาดนั้น ก็ขอให้เลือกไข่จากฟาร์มดีๆ เอาไว้พอให้กินแล้วสบายใจ ขอให้รู้ว่าไข่ แดงที่มีสีแดงจัดสวยสดนั้น ใครๆ ก็ชอบ เพราะหมายถึงไข่ใหม่ แต่ก็ไม่จริงเสมอไป เนื่องจากการเลี้ยงด้วย เคมีสามารถใส่สารที่ให้ไข่แดงสีสดจัดได้ บางฟาร์มจึงแจ้งว่า ถ้าไข่สีแดงจัดนั้นอย่าไปกิน น่ากลัวว่าจะใส่อะ ไรเกินเลยไป

คราวนี้มาดูว่าฟาร์มที่ดีเขาจะมีระบบการจัดเก็บและส่งถึงร้านแบบ มีคุณภาพกว่า ให้ดูที่ฝากล่องว่าไข่นั้น เก็บเมื่อไร จะหมดอายุเมื่อไร ไม่ใช่ซื้อไข่เก่าเก็บมาสิบวัน แล้วยังมาใส่ตู้แช่อยู่อีก 2 อาทิตย์ แถมบางทีวางทิ้งไว้นอกตู้เย็นนี่แหละเวลาจะซื้อไข่จึงควรซื้อจากร้านที่ขายหมุนเวียนเร็ว ให้ตรวจดูสภาพว่าเปลือกไม่ชำรุดบุบสลาย เพราะ เปลือกไข่ที่เห็นว่าแข็งนั้น แท้จริงแล้วมีรูพรุนเต็มไปหมด ถ้าเปลือกบุบไปสักนิดเดียวก็สามารถรับเอาความ สกปรกและเชื้อโรคเข้าไปได้โดยที่เราไม่รู้ ดังนั้น อย่าเห็นแก่ของราคาถูกโดยยอมซื้อไข่แตกที่เขาเอาใส่ถุง ขายในราคาที่ถูกกว่าไข่ที่ขายกันอยู่ทุกวันนี้ มีคนหัวใสกลัวว่ามนุษย์จะขาดวิตามินแร่ธาตุ ก็เลยผลิตไข่ที่เสริมวิตามิน มีสาร โอเมก้า หรืออะไรอย่างอื่นใส่เพิ่มเข้าไปในไข่อีก เป็นนโยบายทางการค้า เพิ่มมูลค่าของไข่ให้มากขึ้น เรื่อง แบบนี้ดิฉันไม่นิยม และจะไม่จ่ายเพิ่มด้วย
ไข่ที่ดีก็ควรมีสารอะไรตามที่สมควรจะมีอยู่แล้ว อย่าไปทำให้ผิด ธรรมชาติ ส่วนใครจะอยากจ่ายเพิ่มเพื่อมูลค่าของสารที่มองไม่เห็น หรือแม้ว่าจะมีก็ไม่รู้ว่าร่างกายจะรับได้ แค่ไหน และอย่างไรนั้น ก็เป็นเรื่องของความพอใจส่วนตัว

- ควรล้างไข่ก่อนใช้หรือไม่
อย่างที่บอกว่าเปลือกไข่นั้นมีรูพรุนสามารถรับเอาความสกปรกไว้ได้ เมื่อซื้อไข่มาแล้วควรล้างให้สะอาด ก่อน แล้วผึ่งให้แห้งก่อนเก็บ
ตอนล้างนี่แหละที่เราจะรู้ว่าไข่นั้นใหม่หรือเก่า ถ้าไข่จมน้ำก็แปลว่าใหม่ ถ้าลอยเท้งเต้งขึ้นมาแปลว่าไข่เก่า ไม่สมควรกิน
ล้างผึ่งแห้งแล้วควรเก็บในที่เย็นเพื่อเก็บได้นานขึ้น และไม่ควรเก็บรวมกับอาหารอื่นที่มีกลิ่น เพราะไข่ สามารถดูดซับเอากลิ่นเข้าไว้ได้ อย่างดี ถ้าจะให้ดีควรเก็บในกล่องใส่ไข่โดยเฉพาะที่มีฝาปิดมิดชิด และ ไม่ควรเก็บนานเกิน 2 อาทิตย์
เวลาจะใช้ไข่ ควรตอกไข่ใส่ถ้วยก่อนเอาไปใช้ ให้เห็นก่อนว่าไข่นั้นดี หรือเสีย เพราะอาจจะพบไข่เน่าแล้ว ก็เป็นไปได้ หรือยังไม่เน่าแต่มี สีสันและกลิ่นไม่น่าวางใจไข่ที่สดใหม่นั้นให้สังเกตดูไข่แดงว่าจะกลมนูน ไม่แบน

เรื่องราว เตาอุ่นไมโครเวฟ

เตาไมโครเวฟเป็นเครื่องครัวที่จำเป็นสำหรับคนทำงาน หรือไม่มีเวลาทำอาหาร แม่บ้านไม่อาจจะทำอาหารเองทุกอย่าง ไหนจะทำงานหาเงิน ไหนจะต้องดูแลสมาชิกในครอบครัว ตัวเองก็ต้องมีเวลาไปเสริมสวย ไปเที่ยวพบเพื่อนฝูงดูหนังฟังเพลง เรื่องทำอาหารให้คนที่มีความชำนาญเขาทำ อร่อยละถูกกว่าทำเอง ไม่ต้องเสียเวลาด้วย ครัวสะอาดดีด้วย เตาไมโครเวฟช่วยให้อาหารร้อนในเวลาเร็ว ได้กินอาหารร้อนเหมือนทำเอง

ราคาเตาไมโครเวฟเล็กๆ ไม่แพงเกินความสามารถของคนทั่วไป บางคนยังไม่ใช้เพราะไม่คุ้นเคย อะไรที่เป็นเครื่องไฟฟ้าและให้ความร้อน เป็นสิ่งที่ไม่น่าไว้ใจ เอามาไว้ในบ้านจะเป็นอันตรายหรือไม่ ไม่รู้อย่าลองดีกว่า บางคนซื้อมาตั้งนานแล้วไม่ยอมใช้ ตั้งไว้ดูรอให้มีคนมาสอนให้ใช้ เมื่อเห็นเป็นเตาอบจะอยากใช้ทำขนมเค้ก แต่ขนาดที่ราคาพอจะซื้อได้ก็เล็กเหลือเกิน เตาที่ใหญ่หน่อยก็แพงเกินไป เลยไม่ได้ซื้อ เตาไมโครเวฟเหมาะจะใช้อุ่นอาหารไม่สะดวกที่จะใช้ทอดหรือผัดแบบไทย ถ้าซื้ออาหารสำเร็จรูป เขาผัดเขาทอดมาเสร็จแล้ว เราอุ่นไม่เกินสองนาที พวกขนมปังมีไส้และไม่มีไส้ อุ่นแค่ 20 วินาทีก็นุ่มอุ่นอร่อย
ไมโครเวฟคืออะไร? ไมโครเวฟเป็นคลื่นวิทยุความถี่สูง เหมือนกับคลื่นวิทยุเอเอ็ม เอฟเอ็ม เตาไมโครเวฟทำงานคล้ายกับโทรทัศน์ ที่เปลี่ยนเครื่องวิทยุให้เป็นภาพ คลื่นไมโครเวฟสั้นกว่าคลื่นวิทยุมาก จะมีขนาดเพียงประมาณสิบสองเซนติเมตร หลอดแมกนีตรอนในเตาไมโครเวฟเปลี่ยนไฟฟ้าเป็นพลังงานไมโครเวฟ แล้วไมโครเวฟเปลี่ยนเป็นความร้อนในอาหาร ไมโครเวฟซึมเข้าในอาหาร ทำให้โมเลกุลสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ประมาณวินาทีละ 2,450,000,000 ครั้ง การเสียดสีกันจากการสั่นสะเทือนทำให้เกิดความร้อน
ไมโครเวฟทะลุเข้าในอาหารจากด้านนอก โดยความแรงจะลดลงเรื่อยๆ จะลดพลังลงครึ่งหนึ่งเมื่อแทงเข้าไปได้สองหรือสามเซนติเมตร อาหารด้านในร้อนจากการนำความร้อนจากอาหารด้านนอก การหุงต้มเตาไมโครเวฟจึงเหมาะกับอาหารชิ้นเล็กๆ ถ้าอบอาหารก้อนใหญ่อาจจะใช้เวลาเท่าหรือมากกว่าใช้เตาธรรมดา

เมื่อไมโครเวฟกระทบสิ่งต่างๆ จะเกิดผลแตกต่างกันสามแบบคือ
1. สะท้อนกลับ เมื่อไมโครเวฟกระทบกับโลหะจะสะท้อนกลับออกไป จึงใช้โลหะในเตาไมโครเวฟไม่ได้ อาหารภายในจะไม่ร้อนและอาจเกิดประกายในเตา
2. ผ่านทะลุเลยไป ไมโครเวฟผ่านทะลุแก้ว ไม้ กระดาษ พลาสติกเข้าไปยังอาหารโดยที่แก้ว ไม้ กระดาษ พลาสติกไม่ร้อน เว้นแต่เมื่อกระทบกับอาหารร้อนจึงร้อนตาม ภาชนะที่จะใช้ใส่อาหารเข้าเตาไมโครเวฟได้ดีคือแก้วและกระเบื้อง กระดาษและไม้ก็ใช้ได้ดีแต่จะต้องตัดใส่จานทีหลัง พลาสติกเองไม่ร้อนแต่อาจละลายเมื่อถูกกับอาหารที่ร้อนมากๆ
3. ซึมเข้าในเนื้อ อาหารมีความชื้นที่จะดูดรับไมโครเวฟ ทำให้โมเลกุลของความชื่นสั่นสะเทือนอย่างเร็วมาก เสียดสีกันจนเกิดความร้อน ทำให้อาหารร้อนได้เร็ว สามารถอุ่นอาหารสำหรับกินมื้อหนึ่งได้ในหนึ่งหรือสองนาที

ไมโครเวฟไม่มีอันตรายเช่นเดียวกันกับคลื่นวิทยุ ไมโครเวฟไม่ได้ทำให้โมเลกุลแตกเป็นไออ้อนมีประจุไฟฟ้าบวกลบ เหมือนรังสีเอ๊กซ รังสีคอสมิคหรือรังสีนิวเคลียร์ ไมโครเวฟอยู่ระหว่างคลื่นวิทยุกับอินฟราเรด ในบรรดาพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า เรากระทบกับพลังเหล่านี้อยู่ตลอดเวลาตามธรรมชาติ คลื่นที่ไม่ทำให้โมเลกุลแตกตัวเป็นไออ้อนหรือนุมูล ไม่ทำให้เกิดอันตรายสะสมในเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย ร่างกายไม่สะสมไมโครเวฟ ต่างกับรังสีต่างๆ ที่ทำให้เกิดอนุมูล
เตาไมโครเวฟมีส่วนประกันความปลอดภัยต่างๆ ประกอบกัน ทำให้เตาไมโครเวฟเป็นเตาที่ปลอดภัย ส่วนต่างๆ นี้เป็นสิ่งที่กำหนดตามกฎหมายต่างประเทศ ถ้าไม่แน่ใจว่าเตาที่ทำในประเทศไทยจะมีส่วนควบคุมความปลอดภัย ท่านอาจจะให้ผู้ชายแสดงให้ดูก่อนจึงซื้อ ส่วนควบคุมความปลอดภัยเหล่านี้ได้แก่

1.สวิทช์ที่ประตู เมื่อประตูเตายังไม่ปิดหรือเมื่อเปิดประตู เครื่องจะดับทันที
2.สวิทช์ที่ตัวเกาะเกี่ยวประตู เป็นตัวเปิดปิดเครื่องเสริมสวิทช์ที่ประตู ต่างทำงานเป็นอิสระจากสวิทช์ที่ประตู ถ้าประตูยังไม่ปิดสนิทเครื่องจะดับ
3.สวิทช์ที่ส่วนควบคุมเครื่อง ถ้าสวิทช์ที่หนึ่งและที่สองไม่ทำงาน สวิทช์นี้จะดับเครื่องเองโดยอัตโนมัติ
4. ประตูโลหะ ผิวด้านในของประตูเตาต้องเป็นโลหะที่สะท้อนไมโครเวฟเข้าในเตา จะไม่มีพลังงานออกมานอกเตาได้
5.ประตูปิดสนิท ตรงส่วนที่เปิดปิดของประตูเป็นเหล็กม้วนทบ ทำให้ไมโครเวฟที่มากระทบประตูม้วนย้อนกลับเข้าภายในเตา
6.แผ่นโลหะสะท้อนไมโครเวฟ อยู่ภายในประตูอีกชั้นหนึ่ง ทำหน้าที่กำกับอีกชั้นหนึ่งให้ไมโครเวฟอยู่ภายใน


การอุ่นอาหารด้วยไมโครเวฟจะใช้ไฟฟ้าเพียงไม่กี่นาที จึงเป็นการอุ่นอาหารที่ประหยัดและสะดวกดีมาก อาหารสำเร็จรูปบางอย่างบรรจุมาในห่อกระดาษ ใบตอง หรือถุงพลาสติกเราอาจจะใส่เข้าเตาไมโครเวฟทั้งห่อ อุ่นกินได้ร้อนๆ ถ้าภาชนะเป็นพลาสติกจะต้องไม่กระทบความร้อนนาน พลาสติกอาจจะละลายหรือบิดเบี้ยวไป ถ้าเป็นพวกขนมปังที่อุ่นพอนุ่มไม่ถึงหนึ่งนาที พอจะอุ่นในถุงที่ซื้อมาได้ ที่ดีคือแก้วและกระเบื้องที่ใส่อาหารกินตามปกติ จัดอาหารใส่ อุ่นแล้วกินได้เลย อาหารอุ่นด้วยไมโครเวฟมีคุณค่าทางโภชนาการสูง เพราะถูกความร้อนเพียงประเดี๋ยวเดียว นับว่าเตาไมโครเวฟเป็นของจำเป็นของครัวในปัจจุบัน

วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

6 สูตรลับ ช่วยสาวสุขภาพใส

สารอาหารที่จําเป็นต่อร่างกายให้สาวๆ
1.กินเพื่อเพิ่มพลัง (งาน) แน่นอนอยู่แล้วว่าสาวๆ ต้องขอกินน้อยๆ เพื่อต้องการควบคุมน้ำหนัก แต่คุณจะรู้หรือเปล่าว่า ขนาดการนั่งอยู่เฉยๆ ก็ต้องใช้พลังงานด้วยนะ (อย่างน้อยก็หายใจละ) จากผลการวิจัยพบว่า ผู้หญิงจะต้องป้อนพลังงานให้กับกระบวนการเมตาบอลิซึ่ม 300 แคลอรี ในทุกๆ 3 ชั่วโมง และถ้าคุณยังขืนงดอาหารบ่อยๆ อยู่อย่างนี้ อาจทําให้กระบวนการเมตาบอลิซึ่มทํางานได้ไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ไขมันถูกเผาผลาญไม่หมด เกิดเป็นไขมันสะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายเอาได้นะคะ
ของว่างที่ดี (และควรกินให้ได้ 5 ครั้งต่อวัน) : แอปเปิ้ล น้ำผัก หรือผลไม้แห้ง
2.วิตามิน B2 มีส่วนช่วยในการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตและไขมันให้เปลี่ยนไปเป็นพลังงานที่ใช้ในการทํางานของกล้ามเนื้อค่ะ
แหล่งวิตามิน B2 ที่ดี : นมมีมันเนย 1% นมขาดมันเนย นมโลว์แฟต โยเกิร์ตแบบไร้ไขมัน และขนมปัง
3.กินแคลเซียมเสริมกระดูก การได้รับแคลเซียมและโปรตีนที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายเป็นสิ่งสําคัญอยู่แล้วสําหรับผู้หญิง และยิ่งถ้าอยู่ในวัยหมดประจําเดือนด้วยแล้ว จะยิ่งสําคัญมาก เนื่องจากมีระดับเอสโตรเจน (ฮอร์โมนที่มีบทบาทสําคัญในการสร้างและรักษาแคลเซียมในกระดูก) ต่ำกว่าวัยอื่นๆ
แหล่งแคลเซียมที่ดี : นม เต้าหู้ หรือน้ำส้มคั้น Tips : ไม่ควรกินพร้อมกับไฟเบอร์นะคะ เพราะจะทําให้แคลเซียมไปจับกับแร่ธาตุตัวอื่นๆ ในลําไส้ กลายเป็นตัวขัดขวางการดูดซึมสารอาหารที่จําเป็นต่อร่างกายตัวอื่นๆ ได้ค่ะ
4.กินผักได้วิตามิน จริงเหรอ? การกินผักอย่างเดียวไม่ได้หมายความถึงสุขภาพที่ดีเสมอไปนะ เพราะแร่ธาตุบางตัวก็พบได้ในเฉพาะเนื้อสัตว์เท่านั้น อย่างธาตุสังกะสี (แร่ธาตุที่ช่วยเรื่องความจําและความคิด) ที่พบมากในหอยนางรม และวิตามิน B12 (วิตามินที่สําคัญต่อเซลล์เม็ดเลือดแดงและเส้นใยประสาท) ที่พบมากในเนื้อแดง ปลา ไข่ และนมค่ะ
5.ถั่วเหลือง ขอปรบมือให้กับคนที่กินถั่วเหลืองเป็นประจําหน่อยนะคะ เพราะนอกจากคุณจะได้รับโปรตีนและไฟเบอร์ที่สูงแล้ว ในถั่วเหลืองยังมีสารสําคัญที่ชื่อ Phytoestrogens ซึ่งช่วยในการลดปริมาณของไขมันเลว (LDL) และเพิ่มปริมาณของไขมันดี (HDL) ให้กับร่างกายอีกด้วย อีกทั้ง ยังช่วยลดอัตราการเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจด้วยนะ
6.สาวกินเหล็ก อ๊ะๆ อย่าตกใจค่ะ เหล็กในที่นี้ก็คือธาตุเหล็กนั่นเองค่ะ ซึ่งธาตุเหล็กนี้ก็มีความสําคัญต่อร่างกายของเรานะ โดยเฉพาะกระบวนการสร้างฮีโมโกลบินในเซลล์เม็ดเลือดแดง และสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณมีธาตุเหล็กในปริมาณที่น้อยเกินไปคือ จะเหนื่อยง่ายและมีความอดทนต่ำค่ะ แหล่งธาตุเหล็กที่ดี : เนื้อแดงไม่มีมัน และเนื้อไก่-เป็ดดํา (เพราะธาตุเหล็กอยู่ในฟอร์มที่ถูกดูดซึมได้ง่าย)

อาหารว่าง 10 ชนิดที่ควรหลีกเลี่ยง

ในร้านสะดวกฃื้อหลายๆ ร้านนั้น ทุกๆ ครั้งที่เราเข้าไปนั้นมีสินค้ามากมายที่เมื่อเข้าไปนั้นจะดึงดูดความสนใจของเราได้อย่างมาก นั่นก็คืออาหารนั่นเอง และบางทีของเหล่านี้อาจจะไม่อยู่ในรายการที่เราไม่ได้คิดที่จะซื้อไว้ก่อน สินค้าเหล่านี้จะมีอิทธิพลอย่างมากกับกลุ่มเด็กวัยรุ่นสมัยนี้ ซึ่งไม่แตกต่างไปจากในประเทศต่างๆ หลายประเทศเลย หรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่บางคนด้วย อาหารว่าง หรืออาหารทานเล่นนั่นเอง ในประเทศอเมริกานั้นดูจะสร้างความวิตกกังวลมากขึ้นทุกๆ ปี เพราะว่าส่วนประกอบของอาหารเหล่านี้นั้นส่วนมากจะเป็นพวกน้ำตาล สารเคมี สี และไขมัน เป็นส่วนใหญ่ และเป้นสาเหตุของโรคอ้วน และไม่มีประโยชน์ทางโภชนาการเอาซะเลย
French Fries: พูดถึงสิ่งนี้คงต้องพูดถึง Mc Donald's นั่นเอง แต่เราๆ ท่านๆ นั้นอย่าเพิ่งมั่นใจกับสิ่งที่เค้าใช้ในการทอด ที่เค้าบอกว่ามีการเปลี่ยนน้ำมันสำหรับทอดบ่อยๆ แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้นก็คือ มันฝรั่งนั้นส่วนประกอบหลักเต็มไปด้วยแป้ง และเมื่อนำไปทอดในน้ำมันที่ร้อนจัด และปรุงรสชาตินั้น อาจจะเป็นอาหารว่างที่อันตรายที่สุด
Donuts: โดนัทคือ ขนมปังที่นำไปทอด อาหารชนิดนี้ก้เต็มไปดก้วยแป้งที่นำมาใช้ทำตัวโดนัทเองแล้ว เมื่อนำไปทอดก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ามันฝรั่งทอดเลย
Chips (Potato or Corn): สิ่งนี่ก็คือมันฝรั่งทอดในรูปแบบอื่นที่แตกต่างออกไปที่ถูกนำไปใส่ไว้ในบรรจุภัณฑ์นั่นเอง แต่เราสามารถที่จะควบคุมอันตรายจากอาหารประเภทนี้ได้คือการนำไปอบแทนการทอด ซึ่งมันฝรั่งประเภทที่ใช้การอบแทนนั้นสามารถหาซื้อได้จากร้านอาหารเพื่อสุขภาพ แต่ถึงอย่างไรก็ยังไม่ใช่อาหารที่ดี และควรรับประทานบ่อยๆ อยู่ดี
Soda: บางคนอาจจะสับสนกับการรวมสิ่งนี้เข้าไปเป็นกลุ่มอาหารด้วยนั้น สิ่งนี้ไม่เพียงไม่มีคุณค่าทางอาหารยังรวมไปถึงสารเคมีอีกมากมายที่ถูกบรรจุอยู่ในผลิตภัณฑ์อีกด้วย
Cupcakes and Snack Cakes: whipped cream ที่มีไส้ครีมมันเยิ้ม และส่วนประกอบหลักๆ ก็มีแต่ แป้ง น้ำตาล และสารปรุงแต่งกลื่น รส ซึ่งไม่มีคุณค่าอาหารเลย
Candy Bars:กับเจ้าสิ่งนี้อาจจะยังพอมีคุณค่าทางอาหารให้เราอยู่บ้างกับโปรตีนประมาณ 1-2 กรัม จากถั่วที่เป็นส่วนผสม แต่ว่าปริมาณน้ำตาลที่มีอยู่นั้นไม่สามารถนำมาทดแทนคุณประโยชน์ได้เลย เพราะความแตกต่างนั้นมีมากกว่ากันเยอะเลย แต่ก็ยังมีผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในประเภทเดียวกันคือ energy bars ซึ่งมีปริมาณแคลลอรี่น้อยกว่าถึง 1 ใน 3 มีโปรตีนมากกว่า และมีไขมันน้อยกว่าอีกด้วย แต่ยังไงก็มีคุณค่าสู้อาหารปกติไม่ได้อยู่ดี
Pork Rinds: เบคอนหรือ แคบหมูทอดในบ้านเรานั่นเอง ซึ่งข้อนี้คงไม่ต้องบอกใครๆ ก็คงทราบดีถึงสิ่งที่ได้รับจากเจ้าสิ่งนี้ว่ามีแต่ไขมันสัตว์
Fat-Free Cookies: สินค้าเหล่านี้เป็นที่น่าสงสัยในแง่ของโภชนาการ เพราะว่าถ้าดูเพียงผิวเผินอาจจะดูเหมือนอาหารเพื่อสุขภาพ แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น อาหารที่ปราศจากไขมัน ไม่ได้หมายความว่าจะปราศจากแคลลอรี่ไปด้วย ดังนั้นสรุปก็คือ ไม่สมควรรับประทานอีกนั่นแหล่ะ
Crackers: แครกเกอร์เต็มไปด้วยไขมันชนิด Trans ดังนั้นควรอ่านฉลากดูให้ดีก่อนซื้อ (Trans Fat คือ ไขมันแบบ Polyunsaturated ที่วางขายตามท้องตลาด มีการเติมธาตุไฮโดรเจนสังเคราะห์ เพื่อให้มีสถานะแข็งที่อุณหภูมิห้อง ไขมันแบบนี้ มีคุณภาพต่ำ เพราะไปลดปริมาณ HDL และเพิ่มปริมาณ LDL ในเลือดซึ่งเป็นสาเหตุของความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจมากยิ่งขึ้น
Pretzels: อาหารกลุ่มนี้เป็นที่น่าแปลกใจ เพราะเป็นอาหารที่ไม่มีไขมัน แต่ไม่มีไขมันไม่ได้หมายความว่าเป็นอาหารที่ดี เพราะ Pretzels นั่นเต็มไปด้วยแป้ง และน้ำตาล ซึ่งแอบแฝงให้ดูเหมือนอาหารเพื่อสุขภาพ
วารสารจาร์พาม

วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2552

100 เคล็ดลับไดเอต !!

1. ตั้งเป้าหมายเล็กๆไว้ก่อน เช่น จะลดให้ได้สักกิโลในเดือนนี้ อย่าตั้งเป้าไว้ยิ่งใหญ่เกินไป
2. แทนน้ำตาลในชาหรือกาแฟด้วยสารให้ความหวานสังเคราะห์แทน
3. ดื่มน้ำเย็นจัด จะทำให้ร่างกายใช้แคลอรี่มากขึ้นในการปรับอุณหภูมิน้ำให้เท่ากับอุณหภูมิร่างกาย
4. บอกบริกรให้เอาตะกร้าขนมปังออกจากโต๊ะอาหารของคุณ
5. จิบชาเขียวเพื่อช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญอาหารได้ดีกว่า
6. เอามันทอดกับเพร็ทเซลเก็บไว้ให้ไกลๆมือ
7. บริโภคอาหารเช้าทุกๆวัน
8. ออกกำลังกายตอนเช้าทุกวันเป็นสิ่งแรกเพราะร่างกายจะใช้พลังงานเผาผลาญแคลอรี่ได้ดีกว่า
9. ดื่มชาหรือกาแฟในช่วงพัก เพื่อให้รู้สึกอยากอาหารน้อยลง
10. ออกกำลังกายเวลาอากาศหนาวเย็นจะเผาผลาญแคลอรี่ได้ดีกว่านอนซุกอยู่ในที่อบอุ่น
11. หากอยากบริโภคป๊อปคอร์นให้เลือกแบบไม่ใส่เกลือและเนย
12. เอาอาหารกลางวันจากบ้านไปกินที่ออฟฟิศ ประหยัดทั้งแคลอรี่และเงินในเวลาเดียวกัน
13. ปิดทีวีเวลาบริโภคอาหารแต่ละมื้อ
14. เลือกเข้าร้านอาหารที่มีอาหารแคลอรี่ต่ำหรืออาหารปลอดไขมันบริการ
15. งดเข้าร้านอาหารแบบบุฟเฟต์หรือแบบเหมาจ่ายนอกบ้าน
16. เลือกผลิตภัณฑ์นมแบบ non-fat แทนแบบธรรมดา
17. อย่าบริโภคอาหารเวลาขับรถ
18. บริโภคของว่างมื้อเล็กๆรองท้องก่อนไปงานปาร์ตี้เสมอ
19. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ความเหนื่อยจะทำให้คุณหิวและกินมากขึ้น
20. เคี้ยวอาหารให้ละเอียดอย่างน้อย 20 ครั้งต่อคำ ก่อนจะกลืนมันลงไปทุกครั้ง
21. ยกน้ำหนัก 20 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายเผาผลาญไขมันกลายเป็นกล้ามเนื้อ
22. จัดโปรแกรมการออกกำลังให้เป็น 10 นาทีต่อรอบ เพื่อให้ทำมันได้ง่ายและบ่อยกว่า
23. จอดรถให้ไกลจากออฟฟิศหรือห้างเพื่อจะได้เดินออกกำลัง
24. บริโภคไฟเบอร์ให้มากขึ้นจะได้อิ่มเร็วขึ้น
25. เลือกน้ำสลัดแบบไขมันต่ำหรือปลอดไขมันจะดีที่สุด
26. จัดให้มีอาหารประเภทโปรตีนในมื้ออาหารทุกมื้อ เพราะร่างกายจะใช้เวลาย่อยโปรตีนนานกว่าคาร์โบไฮเดรต
27. หายใจลึกๆยาวๆหลายๆครั้งก่อนกินอาหารแต่ละมื้อ
28. ใช้บันไดแทนลิฟต์ให้ได้มากที่สุด
29. เพิ่มการบริโภคแคลเซียมเพราะได้มีผลวิจัยอกมาว่า แคลเซียมช่วยเรื่องน้ำหนักได้ดีกว่า
30. อย่าบังคับตัวเองให้บริโภคให้หมดจานเพราะเสียดายของเหลือ
31. นางแบบ คลอเดีย ชิฟเฟอร์ มีอาหารว่างประจำคือองุ่นดำหรือน้ำมะเขือเทศ
32. บริโภคผักสดแทนผักที่ผ่านการปรุงแล้ว
33. ใส่อาหารมื้อเย็นครึ่งหนึ่งที่คิดจะกินลงในชามข้าวหมาตัวโปรดก่อนทุกครั้ง
34. หากเผลอตามใจปากมากเกินไปบ้าง อย่าเอาเหตุนี้มาล้มเลิกความตั้งใจ แต่ให้รีบกลับไปที่โปรแกรมไดเอตที่เคยทำประจำวัน
35. หาเพื่อ่นสนิทมาทำโปรแกรมลดน้ำหนักด้วยกัน จะได้สนุกขึ้น
36. เลือกทาสีเล็บหรือถักนิตติ้งเวลาดูทีวีแทนการหยิบขนมใส่ปาก เพื่อไม่ให้มือว่างด้วย
37. บริโภคของหวานปิดท้ายมื้ออาหารเพื่อบอกร่างกายว่า มื้อนี้สิ้นสุดลงแล้ว อย่าหาอะไรใส่ปากอีก
38. แช่องุ่นไว้ในช่องแช่แข็ง เพื่อเป็นของหวานยามต้องการ
39. เวลาไปกินข้าวนอกบ้าน ห้ามเข้าร้านพิซซ่าหรือภัตตาคารอาหารจีนเด็ดขาด
40. บริโภคผลไม้เช่นแตงโม ซึ่งอุดมด้วยน้ำ เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำและผลไม้นี้ยังมีแคลอรี่ต่ำอีกด้วย41. หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ
42. จดรายการของทุกชนิดที่บริโภคในแต่ละวันอย่างถี่ถ้วน และดูว่ามีอะไรเกินจำเป็น
43. สั่งน้ำแร่หรือโซดาเปล่าๆเพื่อตัดแอลกอฮอล์และแคลอรี่ที่จะรับลงไปครึ่งหนึ่ง
44. เคี้ยวหมากฝรั่งปลอดน้ำตาลเพื่อไม่ให้บริโภคของว่างพร่ำเพรื่อเกินไป
45. ปรับปรุงรายการอาหารประจำวัน ลดน้ำตาลและไขมันลงให้มากที่สุด
46. พยายามบริโภคอาหารโดยใส่จาน อย่าหยิบกินจากถุงหรือบรรจุภัณฑ์โดยตรง วิธีนี้จะทำให้คุณลดพฤติกรรมบริโภคพร่ำเพรื่อลงได้
47. เติมพริกหรือพริกไทยลงในอาหรเพื่อช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญอาหารของคุณ
48. อย่าบริโภคอาหารในช่วงเวลา 3 ชม. ก่อนเข้านอนเป็นอันขาด
49. เลือกออมเล็ตไข่ขาวล้วนเพื่อให้ร่างกายได้รับแคลอรี่น้อยกว่า
50. เปิดเพลงเต้นออกกำลังในช่วงเบรกระหว่างวัน
51. เพื่อจะลดน้ำหนักในช่วงแรกให้ได้ผล ให้บริโภคเฉพาะโปรตีนและผักติดต่อกันสัก 2-3 วัน
52. ดาราสาว ซัลม่า ฮาเย็ก จะนำอาหารส่วนตัวไปบริโภคเองทุกครั้ง เพื่อเลี่ยงปัญหาบริโภคมากเกินไปจากความเหนื่อยในการทำงาน
53. ความเหนื่อยทำให้คุณอ้วนขึ้นจากการบริโภคมากขึ้น ควรหาเวลาพักผ่อนให้พอ
54. บริโภคอาหารทุกๆ 3 ชม. เพื่อให้ระบบการเผาผลาญอาหารทำงานได้ดีที่สุด
55. เช่าหนังตลกมาดูบ่อยๆ เพราะการหัวเราะเผาผลาญแคลอรี่ได้ดีที่สุด
56. แทนที่จะนัดเพื่อนออกไปกินข้าวเย็นนอกบ้าน ให้นัดกันไปเดินออกกำลังแทน
57. อย่าชั่งน้ำหนักตัวบ่อยเกินสัปดาห์ละครั้ง
58. อบหรือนึ่งอาหารที่จะบริโภคแทนการทอดให้ได้มากที่สุด
59. อย่าหวังว่าจะลดน้ำหนักได้ในชั่วข้ามคืน เพราะการลดน้ำหนักลงถาวร ต้องใช้เวลาสักระยะ
60. เติมถั่วลงในมื้ออาหารให้มากขึ้น พืชนี้อุดมด้วยโปรตีนและไฟเบอร์ ทั้งยังมีไขมันต่ำด้วย
61. ลองบริโภคมื้อเย็นโดยไม่สวมชุดใดๆที่หน้ากระจกบานใหญ่ๆดู รับรองว่าจะกินได้น้อยลง
62. ทำสลัดผักชามใหญ่ๆบริโภควันละมื้อทุกวัน
63. แขม่วท้องทุกครั้งเมื่อนั่งบนเก้าอี้จะช่วยให้หน้าท้องเรียบตึง
64. อย่าตัดไขมันออกโดยสิ้นเชิงในการบริโภค
65. อนุญาตให้ตัวเองบริโภคอาหารที่ชอบสัปดาห์ละครั้ง จากนั้นกลับไปที่โปรแกรมไดเอตของคุณ
66. ดื่มน้ำที่มีมะนาวฝานอยู่ด้วย 1 ซีก และห้ามเติมน้ำตาลเป็นอันขาด
67. ติดรูปของดาราที่มีรูปร่างที่คุณฝันถึงไว้หน้าตู้เย็น
68. เข้าสปาหรือทำซาวน่าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดเซลลูไลต์ลงให้ได้
69. ให้รางวัลกับตัวเอง เช่น ไปดูหนังสนุกๆหรือซื้อชุดสวยๆตัวใหม่ เมื่อสามารถบรรลุเป้าหมายการลดน้ำหนักที่ตั้งไว้ในแต่ละครั้ง
70. ใช้เวลาอย่างน้อย 30 นาที เพื่อเต้นแอโรบิกทุกๆวัน
71. เวลาไปซื้ออาหารเข้าบ้าน พยายามเข้าร้านแบบเฮลธ์ช็อป ซึ่งที่นั่นจะมีของเหมาะกับสุขภาพให้เลือกบริโภคมากที่สุด
72. เอาขวดเกลือไปวางไว้ไกลๆหรือไม่ก็เปลี่ยนเป็นขวดเครื่องเทศป่นแทน
73. วัดรอบเอวก่อนที่จะไดเอตไว้ก่อนเพื่อให้รู้ผลความสำเร็จของคุณ
74. อยากหยิบช็อคโกแลตเข้าปากงั้นหรือ ขอเปลี่ยนเป็นพุดดิ้งปลอดไขมันหรือช็อคโกแลตร้อนไม่ใส่น้ำตาลแทนจะดีกว่า
75. บริโภคผักเป็นอย่างแรกก่อนอาหารชนิดอื่นๆบนโต๊ะทุกครั้ง
76. จัดกิจกรรมสุดสัปดาห์ให้ดีๆว่าควรจะมีอะไรให้ทำมากกว่าการนั่งกินอาหารมื้อใหญ่ๆบนโต๊ะ
77. เติมรสต่างๆลงในมื้ออาหารแบบไขมันต่ำของคุณ เช่น เครื่งอเทศ น้ำส้มไซเดอร์หรือกระเทียม
78. ลองเป็นนักมังสวิรัติ เหมือนที่กวินเนต พัลโทรว์ทำ จะได้มีรูปร่างสวยๆแบบเธอบ้าง
79. วางแผนการบริโภคไว้ล่วงหน้าทุกมื้อ
80. เติมเมล็ดงาคั่วลงในมื้ออาหารเพื่อให้ร่างกายได้ไขมันที่มีคุณภาพ
81. เลือกขนมปังโฮลแกรนที่อุดมด้วยธัญพืชแทนขนมปังขัดขาวทุกชนิด
82. ควรเลือกบริโภคเฉพาะเนื้อเซอร์ลอยด์ที่ปลอดไขมันเท่านั้น
83. บรรดานางแบบจะเผยเคล็ดลับว่า จะบริโภคแต่โปรตีนเป็นเวลา 1 สัปดาห์ เมื่อต้องการดูผอมเพรียวลง
84. ดื่มน้ำแก้วใหญ่ๆ ก่อนที่จะบริโภคของว่าง บางทีคุณอาจจะแค่กระหายน้ำ ไมได้ต้องการจะบริโภคอาหารก็ได้
85. บริโภคของว่างหลังจากการออกกำลังกาย เพื่อเติมพลังให้กล้ามเนื้อ
86. ปั่นจักรยานออกกำลังไปด้วยขณะที่ดูโทรทัศน์อยู่
87. เลือกบริโภคถั่วอบแห้งไม่ใส่เกลือหรือผลไม้อบแห้งแบบหวานธรรมชาติเป็นของว่างเพื่อให้อิ่มได้นานขึ้น
88. ใช้จานเล็กๆหรือถ้วยเล็กๆตักอาหารเพื่อหลอกตาตัวเองเมื่อมันเต็มแล้ว
89. เมื่อรู้สึกทรมานจากการหิวของว่างมื้อบ่าย ให้ลองลุกขึ้นออกไปเดินเล่นแทนการหาของกินใส่ปาก
90. ให้ยืนขึ้นทุกครั้งที่คุณรับโทรศัพท์จากเพื่อนสนิทที่ต้องคุยกันนานๆ
91. เลือกบริโภคอาหารออร์แกนิกส์จะช่วยลดน้ำหนักลงได้ จากคำบอกของคริสตีนา อากีเลร่า
92. ลองเป็นสมาชิกชมรมไดเอตสักแห่งเพื่อควบคุมความตั้งใจของคุณให้เป็นรูปธรรมและมีเพื่อนไดเอตด้วยกัน
93. ทำแซนด์วิชไปกินเอง ใส่ผักกาด โปรตีนไขมันต่ำและผักต่างๆให้มากที่สุด
94. เคี้ยวอาหารให้ช้าลง แล้วคุณจะกินได้น้อยลงด้วย
95. บอกตัวเองบ่อยๆว่า ไม่มีอะไรดีเท่ารู้สึกว่าตัวเองผอมลงได้หรอก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คุณ
96. ให้บริโภคหนักในช่วงกลางวันไม่ใช่ช่วงเย็น
97. ออกกำลังด้วยการวิ่งทุกๆวันจะดีที่สุด เป็นคำแนะนำจาก ดรูว์ แบร์รี่มอร์ที่บอกว่า เธอสามารถลดน้ำหนักลงได้ถึง 20 ปอนด์จากวิธีนี้
98. ตั้งงบประมาณเกี่ยวกับการบริโภคต่อเดือน และทำตามนั้นให้ได้มากที่สุด ผันงบประมาณอาหารที่เคยซื้อไปเป็นเสื้อผ้าสวยๆหรือเครื่องสำอางที่อยากได้มานาน
99. ลืมไปเลยว่ามีเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลมอยู่ในโลก และดื่มชาสมุนไพรต่างๆแทน
100. การกระโดดเชือกช่วยเผาผลาญแคลอรี่และลดน้ำหนักได้ดีอย่างรวดเร็ว ทั้งยังเป็นอุปกรณ์กีฬาที่พกสะดวกด้วย

ก่อนซื้อต้องอ่านฉลาก!!

เวลาที่ไปซูเปอร์มาร์เก็ต เคยสังเกตฉลากที่ข้างบรรจุภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อกันบ้างมั้ย? นั่นแน่! ไม่เคยเลยละสิ คุณรู้มั้ยคะว่านั่นสําคัญมากเลยนะ เพราะมันจะทําให้รู้ว่าสิ่งที่กําลังจะหยิบลงตะกร้าอยู่นี่ มีคุณค่าทางโภชนาการมากน้อยแค่ไหน ว่าแล้วก็มาเริ่มสํารวจเจ้าฉลากกันเลยดีกว่า 1.สิ่งแรกที่จะเห็นก่อนก็คือ Serving Size และ Calories Per Serving ซึ่ง Serving Size จะแสดงอยู่ในหน่วยของถ้วย, ช้อน, ชิ้น, หรือกรัม และจะบอกถึงปริมาณอาหารต่อหนึ่งหน่วยบริโภคด้วย ส่วน Serving Per Container จะแสดงถึงจํานวนของการบริโภคต่อหนึ่งบรรจุภัณฑ์ค่ะ 2.Amount Per Serving จะแสดงถึงจํานวนแคลอรีต่อหนึ่งหน่วยบริโภค และถ้าหากคุณคูณตัวเลขนี้ด้วย Serving Size มันจะไปเท่ากับหรือใกล้เคียงกับปริมาตรทั้งหมดที่มีอยู่ในบรรจุภัณฑ์นี้3.Calories From Fat หากรู้จํานวนแคลอรีที่มาจากไขมัน ก็จะสามารถช่วยให้คุณจํากัดปริมาณของไขมันได้อีกทางหนึ่งใช่มั้ยล่ะคะ ทางที่ดีใน 1 วัน คุณไม่ควรรับแคลอรีจากไขมันเกิน 30% นะจ๊ะ4.% Daily Value ในส่วนนี้จะบอกถึงเปอร์เซ็นต์ของสารอาหารที่จะได้รับในหนึ่งหน่วยบริโภค (คิดจากพลังงาน 2,000 แคลอรีต่อวันค่ะ) 5.Total Fat คือจํานวนไขมันเป็นกรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค6.Cholesterol จะบอกคุณว่ามีคอเลสเตอรอลอยู่กี่มิลลิกรัม และเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ให้ด้วย7.Sodium/Salt ปกติร่างกายควรได้รับโซเดียมน้อยกว่า 2,400 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเกลือประมาณ 1 ช้อนชาค่ะ 8.Total Carbohydrates จะแสดงปริมาณของคาร์โบไฮเดรตเป็นกรัมและเป็นเปอร์เซ็นต์ ซึ่งตัวเลขนี้จะรวมถึงแป้ง คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ไฟเบอร์ สารให้ความหวาน และสารปรุงแต่งที่ย่อยยากด้วยค่ะ 9.ไฟเบอร์ คือ คาร์โบไฮเดรตที่ย่อยไม่ได้และช่วยในเรื่องการขับถ่ายด้วยค่ะ ซึ่งแต่ละวันคุณควรรับไฟเบอร์อย่างน้อย 15 กรัมนะคะ10.โปรตีน อาหารส่วนใหญ่จะมีโปรตีนเป็นส่วนประกอบ แต่ในเนื้อ ปลา เป็ด ไก่ และผลิตภัณฑ์ที่มาจากนมจะมีมากกว่าอาหารทั่วไปเป็นพิเศษ และใน 1 วัน คุณควรรับโปรตีนประมาณ 50-100 กรัม

วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2552

เทคนิคทำอาหารเช้าแบบอเมริกันเบรคฟาสท์


อาจดูทำง่ายๆ แต่ถ้าใส่เทคนิคเพิ่มเติมเข้าไปอีกนิด ก็ช่วยให้อาหารเช้าของคุณน่ารับประทานยิ่งขึ้น
1. ทำออมเลตให้ขึ้นฟูได้โดยเติมแป้งข้าวโพดลงในไข่สักเล็กน้อย จะทำให้ออมเลตของท่านฟูขึ้น
2. ทำแพนเค้ก หรือวอฟเฟิลให้นุ่มและฟูขึ้น ใช้โซดาแทนส่วนผสมที่เป็นของเหลวบางส่วน แต่จะเก็บไว้ไม่ได้ต้องใช้ให้หมดในครั้งเดียวค่ะ
3. แต่ถ้าทำแพนเค้ก แล้วรับประทานไม่หมดในทีเดียว อย่าทิ้งนะคะ ให้ใช้กระดาษไขรองแต่ละชิ้นนำมาวางซ้อนกัน แล้วนำเก็บไว้ในตู้แช่แข็ง เวลาจะรับประทานก็นำใส่ในที่ปิ้งขนมปัง ก็จะมีแพนเค้กไว้ทานได้ทันที
4. เวลาทอดเบคอนแล้วมักจะไม่ได้เบคอนที่เป็นแผ่นตรง ลองวิธีนี้ค่ะ ให้แช่เบคอนในน้ำเย็นก่อนนำไปจี่ในกระทะ จะได้เบคอนแผ่นตรงไม่หงิกงอ
5. อีกวิธีหนึ่งคือ นำเบคอนวางบนจานที่ปูด้วย Paper Towel แล้วปิดทับอีกที ใส่ไมโครเวฟประมาณ 1-2 นาที แล้วแต่ความกรอบที่ชอบ ก็จะได้เบคอนที่กรอบและปราศจากน้ำมันค่ะ
6. ก่อนนำไส้กรอกไปทอด ให้ใช้ส้อมหรือเข็มจิ้มให้ทั่ว วิธีนี้จะทำให้ไส้กรอกไม่แตก และไม่กระเด็นออกจากกระทะหรือจะตัดเป็นชิ้นพอคำ แล้วผ่าหัวท้ายเป็นกากบาท ก็จะได้ไส้กรอกที่เป็นดอกไม้ ดูน่ากิน

ประโยชน์ของเปลือกกล้วย


ใครที่ชอบกินกล้วย แล้วอย่าเพิ่งทิ้งเปลือก เพราะเปลือกกล้วยก็มีประโยชน์ วันนี้เกร็ดความรู้มีเรื่องนี้มาฝากกัน...
เปลือกกล้วยมีเยื่อเมือกซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างดังนี้
- สามารถนำมาทาผิวให้ความชุ่มชื้น แก่ผิวได้ในหน้าหนาวผิวหนังจะแห้งแตก ใช้เปลือกด้านในนำมาทาถูผิวหนังจะชุ่มชื่น ตึงเรียบเนียน
- สามารถนำมาทาถู บริเวณแมลง สัตว์กัดต่อย ลดอาการ บวม แดง คัน ได้
- สามารถนำมาหมักผม ขจัดรังแค หนังศรีษะแห้งเป็นขุย ผมแห้งหยาบกระด้าง นำเปลือกมาขูดเอาเฉพาะเยื่อข้างในเปลือกมาผสมกับน้ำผึ้งให้เป็นเนื้อครีมเข้มข้นหมักเส้นผมไว้ประมาณ 30 นาที แล้วสระผมตามปกติ ก็จะทำให้หนังศรีษะปราศจากรังแค เส้นผมนุ่มสวย
- สามารถแก้ปวดเมื่อยได้โดยนำเอาเปลือกไปอังไฟ แล้วนำเอาเปลือกมาประคบบริเวณที่ปวดเมื่อย จะบรรเทาอาการปวดเมื่อยได้
- สามารถนำมาถูคราบเขม่าตามหน้าเตาแก๊ส โดยนำเปลือกกล้วยถูบริเวณที่มีคราบเขม่าแล้วนำผ้าแห้งเช็ดถูอีกครั้งจะได้เตาแก๊สที่สะอาดเหมือนใหม่อยู่เสมอ
ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้.

วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2552

วิธีทำความสะอาดตะแกรงย่างเนื้อ


ใครที่ชอบทำอาหารจำพวกปิ้ง ย่าง ทานกันบ่อย ๆ คงเคยประสบปัญหา ตะแกรงดำ ล้างออกยาก วันนี้เกร็ดความรู้มีวิธีทำความสะอาดตะแกรงให้ขาวเหมือนใหม่มาบอกกัน...
วิธีทำความสะอาด คือ นำน้ำยาล้างจาน ผสมกับน้ำอุ่น จากนั้นใส่ภาชนะ หรือถุงขนาดใหญ่ นำตะแกรงลงแช่ไว้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง จากนั้นเขย่าถุง คราบสกปรกก็จะหลุดออกโดยง่าย สุดท้ายนำออกมาล้างทำความสะอาดอีกครั้ง แล้วผึ่งตะแกรงให้แห้ง จะสังเกตได้ว่าตะแกรงกลับมาขาวเหมือนใหม่ดังเดิม
ถ้าอยากมีตะแกรงที่ขาวสะอาดไว้ใช้ ก็ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้.

กินอย่างไร...ในหน้าร้อน !!


อากาศร้อนๆ อย่างนี้หลายคนมักมีอาการเบื่ออาหารและหาวิธีคลายร้อน ซึ่งวิธีที่นิยมใช้แก้ร้อนและกระหาย คือ การเลือกดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ หรือไอศกรีมท่ามกลางอากาศที่ร้อนจัด ซึ่งเป็นการแก้กระหายเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น ไม่ใช่วิธีการที่จะช่วยให้ร่างกายเย็นลงจากสภาวะอากาศร้อนข้างนอกได้ ทางที่ดีควรอาบน้ำหรือกินอาหารประเภทที่ช่วยให้เหงื่อออกโดยตรงจะดีกว่า
คนจีนมักจะดื่มน้ำชาร้อน จะทำให้เหงื่อออก เป็นการระบายความร้อนออกจากร่างกายได้ดีอีกวิธีหนึ่ง มาถึงตรงนี้หลายคนคงมีคำถามต่อไปว่า แล้วจะกินอาหารอย่างไรดีในหน้าร้อน เนื่องจากอากาศร้อนมีผลทำให้อารมณ์หงุดหงิดง่าย การเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยคลายร้อนและอารมณ์เย็นขึ้น จะช่วยให้รู้สึกดีในหน้าร้อนได้
อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง นม และไขมัน เป็นอาหารที่ต้องใช้พลังงานในการย่อยและการนำไปใช้สูงกว่าข้าว ผัก และผลไม้ การที่ทางเดินอาหารทำงานหนัก จะเกิดความร้อนในร่างกาย อาหารพวกเนื้อและไขมันจึงเป็นอาหารที่ทำให้ร้อน ไม่ควรกินมากในหน้าร้อน
อาหารที่ไม่สร้างความร้อนเพิ่มขึ้น คือ ผักและผลไม้ที่ไม่มีแป้งมาก ดังนั้น จึงควรเน้นไปที่ผักและผลไม้เป็นหลักมากกว่าอาหารจำพวกแป้งและเนื้อสัตว์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ให้พลังงานมากเกินความจำเป็นถ้ารับประทานมากเกิน และควรดื่มน้ำที่อุณหภูมิห้องอย่างน้อย 1 - 2 แก้ว หรือประมาณ 300 ซี.ซี. ก่อนออกจากบ้านในวันที่อากาศร้อนจัด
หากต้องอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัดหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง ควรดื่มน้ำให้ได้ชั่วโมงละ 1 ลิตรหรือ 4 - 6 แก้วต่อชั่วโมง แม้ไม่รู้สึกกระหายน้ำก็ตาม หรือดื่มน้ำสมุนไพรที่มีสรรพคุณแก้ร้อนใน คลายร้อน เช่น ใบบัวบก ใบสะระแหน่ แตงโม ใบเตย ช่วยดับกระหายและคลายความร้อนในร่างกาย
เครื่องดื่มร้อนพวกชาสมุนไพรเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยคลายร้อนได้ เครื่องดื่มร้อนช่วยลดอุณหภูมิของร่างกาย โดยการระเหยของเหงื่อ สมุนไพรส่วนมากช่วยย่อยอาหาร ขับลม แก้อาการแน่น จุก เสียด คนไทยมีเครื่องดื่มสมุนไพรดื่มกันมานานแล้ว
มาสมัยนี้นักโภชนาการพบสารอีกประเภทหนึ่งนอกเหนือจากสารอาหารในพืชผักต่างๆ เป็นสารที่ป้องกันโรค เรียกชื่อสารกลุ่มนี้ว่าฟังก์ชันฟู้ด หรืออาหารที่มีหน้าที่ป้องกันและรักษาโรคได้นอกเหนือจากสารอาหารปรกติ
เครื่องเทศสมุนไพร เป็นกลุ่มอาหารที่มีคุณประโยชน์ทั้งเป็นอาหารและเป็นยา สังเกตดูชาติที่อยู่แถบร้อนในโลกจะกินอาหารเผ็ด ความเผ็ด คือ ความร้อน กินเผ็ดทำให้มีเหงื่อ เมื่อเหงื่อระเหยจะเย็น คนไทย อินเดีย เม็กซิกัน สเปน อยู่ในประเทศที่มีอากาศร้อน กินอาหารเผ็ด อาหารที่ใส่เครื่องเทศต่างๆ แกงเผ็ด ผัดเผ็ด ผัดน้ำพริก แกงเลียง ทำให้เย็นลง

วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2552

ต้มผัก ต้มข้าวโพดให้อร่อย


ผักต้มเป็นอาหารที่เราใช้รับประทานคู่กับน้ำพริก เช่น ถั่วฝักยาว ผักบุ้ง กวางตุ้ง บวบ ฯลฯ เมื่อต้มไว้นานและทิ้งไว้จะมีสีเขียวคล้ำ ดูแล้วไม่น่ารับประทาน โดยเฉพาะเมื่อจัดใส่จานหรือสำรับพร้อมน้ำพริกจะยิ่งดูไม่น่ารับประทาน มีเคล็ดลับในการต้มดังนี้ให้ใส่เกลือป่นลงในน้ำที่จะต้ม ผักก็จะเขียว ถ้าต้องการให้กรอบด้วยก็ไม่ยาก เมื่อต้มหรือลวกผักเสร็จแล้ว รีบราดด้วยน้ำเย็นให้สะเด็ดน้ำ หยดน้ำมันพืชลงไปคลุกเคล้าจะทำให้ผักมีสีเขียวกรอบ และผิวมัน ดูน่ารับประทานมาก ถ้าเป็นผักสีขาว เช่น กะหล่ำปลี หัวไชเท้า ให้ใส่น้ำส้มสายชูลงไปในน้ำต้ม จะช่วยให้ผักสีขาวสะอาดน่ารับประทานยิ่งขึ้น ผักหัวควรต้มทั้งเปลือกแล้วรีบล้างด้วยน้ำเย็น จะทำให้ปอกง่ายขึ้น
ข้าวโพดเป็นธัญพืชเมล็ดสีเหลือง สีขาว สีม่วง สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลายรูปแบบ แต่ที่นิยมกันมากคือนำมาต้ม ข้าวโพดเป็นธัญพืชที่สุกง่าย ไม่ควรต้มนานจะทำให้ข้าวโพดเหี่ยว หมดรสหวาน ก่อนต้มต้องต้มน้ำให้เดือดก่อนจึงใส่ข้าวโพด ไม่ต้องปิดฝา ไม่ต้องใส่เกลือ ต้มประมาณ 8 นาที จึงเอาข้าวโพดขึ้นทาด้วยเกลือผสมน้ำตาล ข้าวโพดจะนิ่มน่ารับประทานที่มา. นิตยสาร แม่บ้าน

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับ น้ำมัน


เมื่อน้ำมันมีกลิ่นจะทำอย่างไรดี
น้ำมัน ถ้าพูดถึงคนสมัยก่อนแต่โบราณก็จะเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นสักเท่าไหร่ น้ำมันกับสมัยยุคปัจจุบันนั้นจำเป็นอย่างยิ่ง ทุกบ้าน จำเป็นต้องมีติดครัวเรือนขาดไม่ได้ วัน ๆ หนึ่ง น้ำมันนั้นมีมากมายหลายชนิดถึงจะรู้ ว่ารับประทานกันเข้าไปมาก ๆ นั้นไม่ค่อยดีกับสุขภาพแต่ก็มักจะขาดกันไม่ได้ ถึงน้ำมันจะมีประโยชน์น้อย ถ้าเรารับประทานเข้าไปมาก ๆ ก็จะสะสมอยู่ภายในร่างกายของเราจนทำให้เราอ้วนและเป็นโรค แต่ถ้าบ้านไหนรับประทานอย่างถูกหลักอนามัย ก็สามารถลดปัญหาตรงนี้ไปได้เยอะทีเดียว บางครอบครัวจะใช้น้ำมันเยอะ ถึงกับว่าเวลาซื้อก็จะซื้อเป็นลัง ๆ เก็บไว้รับประทานเยอะ ๆ แต่ว่าเก็บไว้นาน ๆ ก็จะมีกลิ่นเหม็นเวลาเอามาปรุงอาหาร ถ้าน้ำมันที่ใช้แล้วก็จะมีกลิ่นที่ชวนไม่พึงประสงค์ เพียงใช้หนเดียวเท่านั้น วิธีที่จะแนะนำรับรองว่าดับกลิ่นน้ำมันได้ดี โดยการใช้ใบเตยไปทอดกับน้ำมันก็จะไม่มีกลิ่นให้รบกวนเลย ไม่ว่ากลิ่นเหม็นแค่ไหน ฉุนมาก ๆ ก็แก้ได้ หรือจะใช้อีกวิธีก็ได้ คือ การทุบหัวหอมแดงลงไปคลุกเคล้ากับน้ำมันเวลาปรุงอาหาร หัวหอมแดงจะช่วยดับกลิ่นอยู่ชะงัดเหมือนกัน ลองทำกันดูนะคะ
น้ำมันที่ทอดอาหารสกปรกแล้วทำให้สะอาดและใส
อาหารทอด เป็นอาหารยอดนิยมและเป็นอาหารนานาชาติเลยก็ว่าได้ ทั้งอาหารไทย อาหารฝรั่ง ต่างก็มีอาหารทอดเป็นอาหารที่เป็นเมนูประจำร้าน ไม่ว่าร้านประเภทฟาสต์ฟู้ดต่าง ๆ ที่มีขึ้นมากมายหรืแม้แต่ร้านขายแผงลอยตามชุมชน ต่าง ๆ อาหารทอดส่วนใหญ่นิยมนำเนื้อสัตว์มาเป็นวัตถุดิบหลักในการทอด เช่น หมูทอด ไก่ทอด ปลาทอด และย่อมจะมีน้ำมันที่เหลือและมีเศษของเนื้อสัตว์ที่ตกค้างอยู่ในน้ำมัน ซึ่งจะทำให้น้ำมันมีสีดำและขุ่น เมื่อทอดไก่หรือเนื้อสัตว์เพียงแค่ครั้งเดียว น้ำมันก็เริ่มดำและขุ่นแล้ว แต่ถ้าเราจะนำมาใช้ทอดอาหารใหม่อีกครั้งหนึ่ง เราควรนำน้ำมันมากรองบนกระดาษทิชชูที่รองอยู่บนกระชอน แล้วนำน้ำมันเทลงบนกระดาษทิชชู น้ำมันก็จะไหลลงแต่ยังเหลือเศษเนื้อสัตว์ และตะกอนของน้ำมันเกาะอยู่บนกระดาษทิชชู น้ำมันที่กรองแล้วก็จะใสเหมือนเดิม แต่ควรกรองตอนที่น้ำมันยังร้อน ๆ อยู่นะคะ แล้วจึงนำน้ำมันที่กรองแล้วไปทอด เนื้อสัตว์อื่น ๆ ได้อีกครั้ง
น้ำมันพืชช่วยได้
ถ้าคุณเคยประสบปัญหาในการต้มมันฝรั่งโดยไม่ปอกเปลือก พอเวลาน้ำเดือด น้ำก็จะท่วม้นออกมานอกหม้อ แล้วเกิดคราบสกปรก ทำให้ดูเลอะเทอะและไม่น่ารับประทาน ดังนั้นถ้าคุณไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์นี้อีก ขอแนะนำให้คุณตักน้ำมันประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ใส่ลงไปในหม้อน้ำที่กำลังเดือด ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นก็จะหมดไป แถมมันฝรั่งของคุณก็จะน่ารับประทานยิ่งขึ้นไปอีก และที่แน่ ๆ มันฝรั่งของคุณไม่เสียรสแน่นอนค่ะ
น้ำมันเก่านำมาใช้ใหม่อีกรอบ
น้ำมันที่ใช้ทอดอาหารแล้ว 1 ครั้ง ก็มักจะมีกลิ่นของอาหารที่ทอดติดอยู่ตามชนิดของอาหารนั้น ๆ ว่ามีมากหรือน้อย คุณแม่บ้านก็มักจะทิ้งไปเพราะถ้านำกลับมาใช้ใหม่ก็กลัวว่าจะมีกลิ่นเหม็นหืน เรามีวิธีแก้ง่าย ๆ ค่ะ คือนำน้ำมันตั้งไปให้ร้อนแล้วนำใบเตยหั่นสัก 10 ท่อน ลงไปทอดในน้ำมันแล้วเอาชื้น ใบเตยนั้นจะช่วยดับกลิ่นอาหารเก่าที่อยู่ในน้ำมัน คราวนี้ก็สามารถนำน้ำมันเก่ามาใช้ทอดอาหารใหม่ได้อีกครั้ง โดยไม่ต้องกลัวกลิ่นเหม็นหืนของน้ำเก่าอีก
น้ำมันกระเด็นในเสื้อจะทำอย่างไรดี
ในขณะที่ทอด น้ำทีมีอยู่ในเนื้อสัตว์จะไหลออกมาในน้ำมัน จึงทำให้น้ำมันในกระทะกระเด็นออกมาได้ ถ้าเราไม่ได้ระวังตัวก็อาจจะกระเด็นมาโดนเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ได้เช่นกัน เมื่อโดนน้ำมันกระเด็นใส่แล้วคุณไม่ต้องตกใจนะคะ เพียงคุณรีบเอาแป้งมันหรือแป้งอะไรก็ได้ ที่มีอยู่ในครัวมาทาตรงรอยเปื้อนของน้ำมันให้ใส่ตรงจุดด่างไว้ แป้งจะค่อย ๆ ซับน้ำมันจากเสื้อผ้า เมื่อนำไปซักน้ำมันที่ติดอยู่บนเสื้อก็จะหลุดออกไปเอง

วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2552

วิธีแก้ตับหมูมีกลิ่นเหม็น


ใครที่ทานตับหมู แล้วรู้สึกว่ามีกลิ่นเหม็น วันนี้เกร็ดความรู้มีวิธีแก้ตับหมูไม่ให้เหม็นมาฝากกัน...
วิธีแก้ คือ ก่อนจะนำตับหมูไปปรุงอาหาร ก็ควรนำตับหมูมาล้างคาวและล้างเลือดออกก่อน แล้วจึงนำไปลวกในน้ำเดือด ก่อนนำไปผัดหรือปรุงอาหาร เพราะถ้าไม่ลวกก่อน อาจจะทำให้ตับหมูมีกลิ่น แล้วถ้านำไปผัดทั้งดิบ ๆ จะทำให้เนื้อแข็ง และถ้าผัดไฟแรงเกินไปก็จะขม อีกอย่าง ถ้าจะนำไปผัด ควรหั่นตับให้หนาหน่อย เนื้อจะได้อุ้มน้ำไว้ข้างใน กินแล้วฉ่ำนุ่ม แต่ถ้าจะใส่ในน้ำแกง ควรหั่นให้บางหน่อย ลวกอย่านาน เวลาจะกินหั่นที่ลวกใส่ชาม แล้วจึงตักน้ำแกงร้อน ๆ ราดลง ไม่ต้องต้มตับรวมไปกับน้ำแกง เพราะจะทำให้น้ำแกงจะขุ่นไม่น่ากิน
รู้อย่างนี้แล้ว ก็ควรลวกตับหมูก่อนนำไปปรุงอาหารทุกชนิด จะได้กินตับหมูที่ไม่มีกลิ่นเหม็นอีก

วิธีทอดไก่ ให้กรอบนอก นุ่มใน


ใช้เนื้อไก่ ล้างแล้วผึ่งให้แห้ง ตำกระเทียมพริกไทยเม็ดให้เข้ากัน ใส่เกลือ นำไปหมักกับไก่อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง จากนั้นเรียงใส่จาน นำไปนึ่งในลังถึง เวลานำลงนึ่งต้องให้น้ำเดือดก่อน นึ่งจนไก่พอสุก จากนั้นนำออกจากลังถึง ปล่อยให้เย็นตัวลง พร้อมทั้งผึ่งให้แห้ง
นำไก่ไปคลุกกับแป้งสาลี (หรือจะใช้แป้งชุบทอด ที่ขายกันทั่วไปก็ได้) คลุกกับแป้งแห้ง ๆ จากนั้นชุบด้วย ไข่ไก่ที่ตีเข้ากันแล้ว แล้วนำไปคลุกเกล็ดขนมปัง แล้วเอาไปทอด ในน้ำมันร้อนจัด ด้วยไฟปานกลาง พอเกล็ดขนมปังสุกเหลือ จึงช้อนขึ้นพักสะเด็ดน้ำมัน เท่านี้ก็จะได้ไก่ทอด กรอบนอกนุ่มในค่ะ
อีกวิธีหนึ่ง ถ้าไม่ชอบ แบบชุบเกล็ดขนมปังทอด หลังจากนึ่งเสร็จ รอจนไก่เย็นตัวลงแล้ว นำไปชุบกับแป้งทอดกรอบ เคล็ดลับสำคัญ อยู่ที่ เวลาผสมแป้งกับน้ำ ให้ใช้น้ำเย็น ผสมให้แป้งข้นพอชุบติด จุ่มไก่ลงทอด ในน้ำมันร้อนจัดเช่นกัน ก็จะได้ไก่ทอดกรอบ นอกนุ่มในอีกแบบนึง

วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2552

6 วิธี จิบกาแฟเพื่อสุขภาพ!!


อัพเดทความรู้ใหม่ และสลัดความเชื่อเก่าที่ผิดๆ เรื่องกาแฟทิ้ง...เพราะมันให้คุณมากกว่าโทษ ถ้าคุณรู้จักดื่ม และนี่คือ 6 ข้อเท็จจริงที่เราเอามาป่าวประกาศ ไม่จริงว่าการดื่มกาแฟทำให้เกิดโรคหัวใจ ความดันโลหิต เป็นหมัน ทำให้ผู้หญิงตั้งครรภ์แท้งได้ ส่งผลให้ทารกแรกคลอดน้ำหนักน้อย เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งรังไข่ ซีสต์ในเต้านม และกระดูกพรุน ถ้าคุณดื่มเพียงวันละ 1-2 ถ้วย ไม่รู้ใช่มั้ย...กาแฟช่วยลดความเสี่ยงการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี มะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคพาร์คินสัน ลดอันตรายจากตับในผู้ที่มีความเสี่ยงโรคตับ ลดอาการหอบในผู้ที่มีโรคหอบหืด เพิ่มความจำ และสำหรับนักกีฬาจะช่วยเพิ่มความทนและความอึดในกีฬาที่ต้องใช้เวลานาน ต้องดื่มบ่อยๆ...สำหรับผู้ที่ดื่มกาแฟเพราะต้องการแก้ง่วง แนะนำให้ดื่มปริมาณน้อยๆ แต่กระจายการดื่มออกไปตลอดวัน เช่น แทนที่จะดื่มถ้วยใหญ่ 16 ออนซ์ (500 มล.) ในตอนเช้า ให้ดื่มเพียงครั้งละ 2-3 ออนซ์ (60-90 มล.) แต่บ่อยขึ้น กาแฟจะเริ่มออกฤทธิ์ใน 15 นาที และจะอยู่ในร่างกายนานหลายชั่วโมง และต้องใช้เวลาถึง 6 ชั่วโมงกว่าที่จะถูกขจัดออกจากร่างกาย กาแฟดีกว่าไวน์และชาสมุนไพร...เมล็ดกาแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าชาเขียวถึง 4 เท่า และยังมากกว่าโกโก้ ชาสมุนไพร และไวน์แดง ที่มากกว่าเพราะผู้บริโภคดื่มกาแฟมากกว่าเครื่องดื่มอื่นๆ แต่สารต้านอนุมูลอิสระในกาแฟแต่ละถ้วยและแต่ละยี่ห้อนั้นก็ไม่เท่ากัน ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของกาแฟ ระวังไว้นิดก็ดี...องค์ประกอบหลักของกาแฟคือ สารกาเฟอีน ซึ่งเป็นสารกระตุ้นที่มีผลต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจ ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น หรือเต้นผิดปกติในบางครั้ง และเพิ่มความดันโลหิต งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยโทรอนโทเปิดเผยว่า การดื่มกาแฟมากอาจเพิ่มความเสี่ยงหัวใจวายเฉียบพลันในผู้ที่มียีนขจัดกาเฟอีนช้า ทำให้กาเฟอีนอยู่ในกระแสเลือดนานขึ้น แต่สำหรับคนที่มียีนปกติที่ขจัดกาเฟอีนได้เร็วกาแฟก็จะไม่มีผล ดีแคฟ...ไม่ช่วยอะไร ผู้ที่ดื่มกาแฟสกัดกาเฟอีน อาจคิดว่าปลอดภัย แต่นักวิจัยเตือนว่า กาแฟสกัดกาเฟอีนอาจเพิ่มระดับกรดไขมันในเลือดให้สร้างแอลดีแอล ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลตัวร้ายได้ เพราะในกระบวนการสกัดกาเฟอีนจะสกัดเอาสารเฟลโวนอยด์ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและสารอื่นๆ ที่ให้รสชาติกาแฟแท้ๆ ออกไปด้วย ดังนั้น การดื่มดีแคฟนอกจากจะอร่อยน้อยลงแล้ว ยังมีผลเสียต่อสุขภาพอีกด้วย อะไรที่มากหรือน้อยเกินพอดีล้วนมีโทษทั้งสิ้นเพราะฉะนั้น ถ้าคุณอยากดื่มกาแฟให้ได้ประโยชน์ก็ต้องเลือกในปริมาณ และรสชาติที่เกินพอดีแล้วจะมีความสุขกับกาแฟแก้วโปรดไปอีกนานๆ

กินอย่างชาย...แต่กายเพรียวงาม


น่าประหลาดใจใช่ไหมที่แฟนหนุ่มของคุณสามารถกินอะไรก็ได้ที่เขาอยากกินโดยยังคงน้ำหนักเท่าเดิม ถูกต้องที่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะระบบการเผาผลาญของร่างกาย แต่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าผู้ชายส่วนมากมักคำนึงถึงการกินอาหารที่มีประโยชน์มากกว่าผู้หญิง ลองแอบขโมยพฤติกรรมการกินบางข้อของหนุ่มๆ มาใช้ดูสิ อย่าอดอาหารด้วยตัวเองเมื่อคุณกำหนดพฤติกรรมการกินอาหารที่เคร่งครัดเกินไป มักเกิดผลไม่คาดคิดตามมา เทรนเนอร์ด้านฟิตเนสของดาราดังอย่าง Tobey Maguire และ Reese Witherspoon บอกว่า "ลูกค้าฟิตเนสผู้ชายส่วนใหญ่มีเป้าหมายที่คาดไม่ถึงทีเดียวในเรื่องการเลือกรับประทานอาหารที่ดีกว่าผู้หญิง ซึ่งนั่นหมายความว่าพวกเขาจะไม่ได้รับผลกระทบเมื่อหยุดโปรแกรมการควบคุมน้ำหนัก แต่ผู้หญิงมักจะเลือกทานพิซซ่าชิ้นบางๆ แล้วในที่สุดก็บอกกับตัวเองว่า ฉันแค่กินมันให้หมดก็เท่านั้นแหละ เอาน่าแล้วพรุ่งนี้ค่อยเริ่มใหม่"กินเมื่อหิว อย่ากินเมื่อเครียดหนึ่งในสามของผู้หญิงมักใช้การกินเพื่อคลายความเครียดหรือภาวะกดดัน ขณะที่ผู้ชายหนึ่งในห้าเท่านั้นที่มีพฤติกรรมแบบนี้ จากผลการศึกษาใหม่ล่าสุดโดยสถาบัน American Psychological Association Found บอกไว้ว่าวิธีกำจัดความเครียดของหนุ่มๆ โดยการเข้ายิมได้ผลดีกว่าการเอาแต่เปิดตู้เย็นของผู้หญิงอย่างเห็นได้ชัด รู้ไว้เถอะว่า ผู้ชายใช้เวลาครึ่งหนึ่งในยิมเพื่อระบายความเครียดที่มีต่อเจ้านายแสนน่าเบื่อและงี่เง่า เลี่ยงอาหารประเภทไดเอตและอาหารไขมันต่ำมีผู้ชายสักกี่คนที่คุณรู้จักเลือกกินอาหารแคลอรี่ต่ำหรืออาหารปราศจากไขมัน คนเรามักจะกินอาหารตามความพอใจมากกว่าจะกินอาหารที่จำเป็นต่อร่ายกายจริงๆ เมื่อใดก็ตามที่คุณกินอาหารเพียงเสี้ยวหนึ่งของอาหารที่เสิร์ฟมาในจาน มันย่อมเป็นเรื่องของความรู้สึกที่ต้องหักห้ามใจ รวมทั้งความรู้สึกของรสชาติแสนอร่อยที่เคยลิ้มรส ผู้หญิงมักจะกินอาหารลดความอ้วนเพื่อสนองความต้องการและตอกย้ำถึงการควบคุมน้ำหนัก จนอาจกลายเป็นการเพิ่มปริมาณแคลอรี่ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวเปลี่ยนขนมเป็นอาหารมื้อหลักผู้ชายมักเลือกกินอาหารมื้อหลักอย่างสเต๊กในอาหารมื้อเย็นเพราะความสะดวก ขณะที่ผู้หญิงมักมองหาขนมหวานหรืออาหารว่างอื่นๆ ขอบอกว่าน้ำตาลและกระบวนการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตเพียงช่วยให้คุณหายหิวและลดอาการอยากอาหารเท่านั้น อย่างไรก็ตามการเลือกกินอาหารที่มีโปรตีนและไขมันจะทำให้ร่างกายรู้สึกดีขึ้นได้มากกว่ากำจัดความรู้สึกผิดทิ้งไปผู้หญิงมักมีความรู้สึกผิดเกิดขึ้นในใจมากกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์ หลังจากปล่อยให้ตนเองกินอาหารจำนวนมากเหมือนอย่างผู้ชาย และความรู้สึกผิดนี้มักจะเกิดขึ้นเสมอไม่มีวันจบสิ้น ผู้หญิงส่วนมากจะฝึกตนเองให้เลือกกินอาหารที่ดีกว่ามื้อที่ผ่านมาหลังผ่านพ้นการตำหนิตนเองแล้ว โดยบอกตัวเองว่าจะไม่ทำมันอีก แต่ผู้ชายมักจะมีความยืดหยุ่นในความคิดเรื่องนี้ พวกเขาแค่ส่องกระจกในแต่ละวันและคิดว่าพร้อมจะยอมรับการเปลี่ยนแปลง ลองเปลี่ยนเป็นให้รางวัลเล็กๆ น้อยๆ แก่ตัวเองบ้างเหมือนที่หนุ่มๆ เขาทำกันบ้างสิ